การถูกล่วงละเมิดทางเพศของคนพิการ ตอนที่ 1
อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง กล่าวว่า การถูกล่วงละเมิดทางเพศของคนพิการ คือ การขัดขืนใจผู้ที่ไม่ได้ยินยอมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้หญิงหรือผู้ชายด้วยกันที่อ่อนแอกว่าถือเป็นการถูกล่วงละเมิดทางเพศที่อีกฝ่ายไม่ได้เกิดความยินยอมพร้อมใจด้วย เป็นผลกระทบหลายด้าน ทางกายภาพทางด้านอารมณ์ ทางด้านจิตใจ ทำให้คนๆ นั้นเกิดตราบาปขึ้นมาทั้งชีวิต ไม่ต้องถึงการมีเพศสัมพันธ์ แค่คุณไปจับบั้นท้ายเด็ก จับอวัยวะเพศเด็ก จับหน้าอก หรืออวัยวะอื่นๆ ที่ไม่ควรยุ่งของเขา นั่นถือว่า เป็นการล่วงละเมิดแล้ว แต่ว่ายิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดมีการข่มขู่ บังคับให้มีเพศสัมพันธ์ด้วย หรือบังคับให้โชว์ของลับ การทำลามกให้อีกฝ่ายอับอายหรือการบังคับให้มีเพศสัมพันธ์จนอีกฝ่ายตั้งครรภ์
ตัวอย่างที่หนึ่ง ย้อนหลังไป 3 ปี มีข่าวว่า มีญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ข่มขืนใจเด็กพิการที่บกพร่องทางสติปัญญาเป็นเวลา 4 – 5 ปีจนตั้งท้อง สุดท้ายเด็กท้องแล้วแม่เพิ่งรู้ว่า ลุงเป็นคนขืนใจ ซึ่งลุงอยู่ข้างๆ บ้านไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน สุดท้ายอีกคือ ประนีประนอมไกล่เกลี่ยลุงเอาเงินให้ 500 บอกเป็นค่าทำขวัญ คือจบ
ตัวอย่างที่สอง เป็นการข่มขืนใจเด็กออทิสติกซึ่งคนที่ข่มขืน คือผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายรู้สึกว่า มีอำนาจ มีอิทธิพล ใช้อำนาจว่า อย่าไปบอกใคร อย่าบอกญาติ เดี๋ยวจัดการเอง สรุปแล้วให้เงินไปหนึ่งพันบาทไกล่เกลี่ยแล้วจบ
ตัวอย่างที่สาม เป็นเด็กตาบอดที่อยู่ในสถานศึกษา โดนล่วงละเมิดทางเพศโดยครูที่อยู่ในสถานศึกษานั้น สุดท้ายไกล่เกลี่ยประนีประนอม ส่วนใหญ่จบลงด้วยประมาณนี้ แต่ถ้าถามว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันอยู่ตรงไหน คนพิการมันมีค่าแค่เงิน 500 – 1,000.- ตั้งคําถามให้ช่วยกันคิดว่า “พ่อแม่ ทําไมตีค่าให้ลูกแค่เงิน 500 – 1,000.- ทําไมพ่อแม่ไม่กระตือรือร้น ไม่ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนลูก”
หากผู้เสียหายเหล่านั้นไม่ใช่เด็กพิการ สภาพหลังจากเกิดเหตุขึ้นจะเป็นเช่นไร เวลาเด็กปกติทั่วไปโดนขืนใจหรือโดนล่วงละเมิดทางเพศ มีทนายมากมายเข้ามาช่วยเหลือ แต่เด็กพิการมีทนายท่านใดมาช่วยบ้าง หากกล่าวถึงสถิติ คุณเสาวลักษณ์ ทองก๊วย เป็นคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการของสหประชาชาติ ได้ทําการศึกษาวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับเด็กพิการ เมื่อปี 64 – 65 ซึ่งในจำนวน 51 กรณีใน 31 จังหวัด พบว่า 29% มีการแจ้งความผู้กระทำผิด โดย 71% ไม่แจ้งความ ใน 29% ที่แจ้งมีการดำเนินคดีเพียง 27% ในขณะที่ 73% คดีไม่คืบหน้า เนื่องจากคู่กรณีมีอิทธิพล บางรายหนีออกนอกพื้นที่ไม่สามารถบังคับคดีได้ และบางกรณีไม่สามารถบอกจุดเกิดเหตุได้ เพราะเด็กที่โดนกระทำส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว เช่น พ่อ ญาติพี่น้อง ซึ่งทำให้แม่เพิกเฉย ปล่อยไปมันเป็นแค่เด็กพิการ นอกจากนี้ 30% คือไกล่เกลี่ย บางคนอาย บางคนกลัว แล้วมีอุปสรรคในการเข้าแจ้งความ เช่น การเดินทาง การสื่อสาร เป็นต้น 3% ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายใช้อำนาจ แล้ว 2% ตำรวจไม่รับแจ้งความเพราะ ให้การไม่เป็นประโยชน์ คนพิการสื่อสารไม่ได้ เด็กสติปัญญาสื่อสารไม่ได้ เด็กออทิสติกสื่อสารไม่ได้ แต่ปัญหาคือเรื่องของอคติ มายาคติ ที่มันถูกปลูกฝังมาตลอดว่า คนที่พูดไม่รู้เรื่อง คือ พวกผีบ้า จึงเหมารวมว่า คนพิการบางคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เด็กสติปัญญา เด็กออทิสติก หรือ กลุ่ม CP ( Cerebral Palsyหรือ ภาวะสมองพิการ) เป็นพวกจิตประสาท ฉะนั้นการสื่อสารจึงไม่เกิดขึ้น ตำรวจจึงไม่รับแจ้งความ เพราะให้การไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่รู้เรื่อง
กฎหมายเอสบีโอ เป็นกฎหมายที่อ้างอิงถึง กฎหมายการล่วงละเมิดไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดคนพิการ คนสีผิว หรือคนที่แตกต่างกัน แต่การบังคับใช้มีมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ทราบการพิพากษาลงโทษแทบจะไม่ได้ยินข่าว ว่ามีการลงโทษคนกลุ่มนี้ พวกนี้เลยด้วย ส่วนใหญ่บอกว่า ไกล่เกลี่ย
คนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอันดับหนึ่ง กลุ่มพิการทางสมอง สมองพิการ กลุ่ม CP อันดับสอง กลุ่มออทิสติก อันดับสาม กลุ่มสติปัญญา เห็นได้ว่า กลุ่มออทิสติกกับกลุ่มสติปัญญา ต่อให้มีภาวะเรื่องพัฒนาการช้าหรือน้อยแล้วมีเรื่องของการควบคุมพฤติกรรมน้อย แต่สิ่งที่มีอยู่ในสองกลุ่มนี้ คือ เรื่องภาวะความต้องการทางเพศ มันกลับปกติหรือสูงกว่าปกติ ฉะนั้นใน 3 กลุ่มนี้ จึงเป็นผู้หญิงพิการที่ถูกข่มขืนเฉลี่ย 3 ถึง 4 คนต่อปี อายุระหว่าง 14 – 16 ปี หรือต่ำกว่า 18 ปีทั้งนั้น คนที่ก่อเหตุนั้นคือ คนใกล้ตัว พ่อ พ่อเลี้ยง พี่ชาย เพื่อนบ้าน ปัจจัยที่กระตุ้นเมื่อมีความต้องการทางเพศ สิ่งที่กระตุ้นคือ เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พวกใช้สารเสพติด พวกยาบ้า กัญชา พวกนี้เมื่อเห็นเหยื่อมีข้อจํากัดในการปกป้องตัวเอง ประกอบกับเป็นคนพิการไม่สามารถสื่อสารได้ มีแนวโน้มที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น แต่พวกที่ช่วยเหลือตัวเองได้เป็นกลุ่มถัดมา คือ หูหนวกกับตาบอด กลุ่มนี้เป็นลักษณะของการข่มขืนมากกว่าเพราะว่า คนที่ล่วงละเมิดทางเพศเห็นว่า ผู้หญิงหูหนวกกับตาบอด ไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ มองไม่เห็น ทำให้คนที่ลงมือไม่ได้รับโทษโดยตรง
ตามที่สอน สุขอนามัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ วิธีป้องกันพื้นฐานที่สุด คือ การพูดคุยและทำความเข้าใจต่อครอบครัว คนที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดคือ แม่ ส่วนใหญ่แม่ได้ข่มขืนลูก อัตราการข่มขืนเป็น 0% ไม่เหมือนกับพ่อและพี่ชาย มีอัตราการข่มขืนมากกว่า 50% ในกลุ่มของเด็กพิการ ฉะนั้นการทำความเข้าใจกับครอบครัวเป็นอะไรที่ต้องทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด และมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อคุณรู้ว่า มีคนพิการเกิดขึ้นในบ้าน สิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจ คือ เรื่องของการดูแล การให้ความช่วยเหลือ การดูแลปกป้องความปลอดภัยของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางสติปัญญาหรือออทิสติกหรือกลุ่ม CP หรือบางรายพิการซ้ำซ้อน สิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้ยังมีอยู่ทุกคนคือ ความต้องการทางเพศ สอง การเปลี่ยนแปลงของสภาวะร่างกาย การปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายจากเด็กไปสู่วัยรุ่น ฉะนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้คนในบ้านต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่จะต้องรู้ เพราะบางคนพอดื่มไปหน่อย เสพยาเข้าไปก็ไปล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งคิดว่าคนพิการไม่ท้องหรอก
ตัวอย่างที่หนึ่ง ย้อนหลังไป 3 ปี มีข่าวว่า มีญาติซึ่งมีศักดิ์เป็นลุง ข่มขืนใจเด็กพิการที่บกพร่องทางสติปัญญาเป็นเวลา 4 – 5 ปีจนตั้งท้อง สุดท้ายเด็กท้องแล้วแม่เพิ่งรู้ว่า ลุงเป็นคนขืนใจ ซึ่งลุงอยู่ข้างๆ บ้านไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน สุดท้ายอีกคือ ประนีประนอมไกล่เกลี่ยลุงเอาเงินให้ 500 บอกเป็นค่าทำขวัญ คือจบ
ตัวอย่างที่สอง เป็นการข่มขืนใจเด็กออทิสติกซึ่งคนที่ข่มขืน คือผู้ใหญ่บ้าน สุดท้ายรู้สึกว่า มีอำนาจ มีอิทธิพล ใช้อำนาจว่า อย่าไปบอกใคร อย่าบอกญาติ เดี๋ยวจัดการเอง สรุปแล้วให้เงินไปหนึ่งพันบาทไกล่เกลี่ยแล้วจบ
ตัวอย่างที่สาม เป็นเด็กตาบอดที่อยู่ในสถานศึกษา โดนล่วงละเมิดทางเพศโดยครูที่อยู่ในสถานศึกษานั้น สุดท้ายไกล่เกลี่ยประนีประนอม ส่วนใหญ่จบลงด้วยประมาณนี้ แต่ถ้าถามว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันอยู่ตรงไหน คนพิการมันมีค่าแค่เงิน 500 – 1,000.- ตั้งคําถามให้ช่วยกันคิดว่า “พ่อแม่ ทําไมตีค่าให้ลูกแค่เงิน 500 – 1,000.- ทําไมพ่อแม่ไม่กระตือรือร้น ไม่ออกมาเป็นปากเป็นเสียงแทนลูก”
หากผู้เสียหายเหล่านั้นไม่ใช่เด็กพิการ สภาพหลังจากเกิดเหตุขึ้นจะเป็นเช่นไร เวลาเด็กปกติทั่วไปโดนขืนใจหรือโดนล่วงละเมิดทางเพศ มีทนายมากมายเข้ามาช่วยเหลือ แต่เด็กพิการมีทนายท่านใดมาช่วยบ้าง หากกล่าวถึงสถิติ คุณเสาวลักษณ์ ทองก๊วย เป็นคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการของสหประชาชาติ ได้ทําการศึกษาวิจัยข้อมูลเกี่ยวกับเด็กพิการ เมื่อปี 64 – 65 ซึ่งในจำนวน 51 กรณีใน 31 จังหวัด พบว่า 29% มีการแจ้งความผู้กระทำผิด โดย 71% ไม่แจ้งความ ใน 29% ที่แจ้งมีการดำเนินคดีเพียง 27% ในขณะที่ 73% คดีไม่คืบหน้า เนื่องจากคู่กรณีมีอิทธิพล บางรายหนีออกนอกพื้นที่ไม่สามารถบังคับคดีได้ และบางกรณีไม่สามารถบอกจุดเกิดเหตุได้ เพราะเด็กที่โดนกระทำส่วนใหญ่เป็นคนในครอบครัว เช่น พ่อ ญาติพี่น้อง ซึ่งทำให้แม่เพิกเฉย ปล่อยไปมันเป็นแค่เด็กพิการ นอกจากนี้ 30% คือไกล่เกลี่ย บางคนอาย บางคนกลัว แล้วมีอุปสรรคในการเข้าแจ้งความ เช่น การเดินทาง การสื่อสาร เป็นต้น 3% ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายใช้อำนาจ แล้ว 2% ตำรวจไม่รับแจ้งความเพราะ ให้การไม่เป็นประโยชน์ คนพิการสื่อสารไม่ได้ เด็กสติปัญญาสื่อสารไม่ได้ เด็กออทิสติกสื่อสารไม่ได้ แต่ปัญหาคือเรื่องของอคติ มายาคติ ที่มันถูกปลูกฝังมาตลอดว่า คนที่พูดไม่รู้เรื่อง คือ พวกผีบ้า จึงเหมารวมว่า คนพิการบางคนที่พูดไม่รู้เรื่อง เด็กสติปัญญา เด็กออทิสติก หรือ กลุ่ม CP ( Cerebral Palsyหรือ ภาวะสมองพิการ) เป็นพวกจิตประสาท ฉะนั้นการสื่อสารจึงไม่เกิดขึ้น ตำรวจจึงไม่รับแจ้งความ เพราะให้การไม่เป็นประโยชน์ พูดไม่รู้เรื่อง
กฎหมายเอสบีโอ เป็นกฎหมายที่อ้างอิงถึง กฎหมายการล่วงละเมิดไม่ว่าจะเป็นการล่วงละเมิดคนพิการ คนสีผิว หรือคนที่แตกต่างกัน แต่การบังคับใช้มีมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ทราบการพิพากษาลงโทษแทบจะไม่ได้ยินข่าว ว่ามีการลงโทษคนกลุ่มนี้ พวกนี้เลยด้วย ส่วนใหญ่บอกว่า ไกล่เกลี่ย
คนพิการที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอันดับหนึ่ง กลุ่มพิการทางสมอง สมองพิการ กลุ่ม CP อันดับสอง กลุ่มออทิสติก อันดับสาม กลุ่มสติปัญญา เห็นได้ว่า กลุ่มออทิสติกกับกลุ่มสติปัญญา ต่อให้มีภาวะเรื่องพัฒนาการช้าหรือน้อยแล้วมีเรื่องของการควบคุมพฤติกรรมน้อย แต่สิ่งที่มีอยู่ในสองกลุ่มนี้ คือ เรื่องภาวะความต้องการทางเพศ มันกลับปกติหรือสูงกว่าปกติ ฉะนั้นใน 3 กลุ่มนี้ จึงเป็นผู้หญิงพิการที่ถูกข่มขืนเฉลี่ย 3 ถึง 4 คนต่อปี อายุระหว่าง 14 – 16 ปี หรือต่ำกว่า 18 ปีทั้งนั้น คนที่ก่อเหตุนั้นคือ คนใกล้ตัว พ่อ พ่อเลี้ยง พี่ชาย เพื่อนบ้าน ปัจจัยที่กระตุ้นเมื่อมีความต้องการทางเพศ สิ่งที่กระตุ้นคือ เรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พวกใช้สารเสพติด พวกยาบ้า กัญชา พวกนี้เมื่อเห็นเหยื่อมีข้อจํากัดในการปกป้องตัวเอง ประกอบกับเป็นคนพิการไม่สามารถสื่อสารได้ มีแนวโน้มที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น แต่พวกที่ช่วยเหลือตัวเองได้เป็นกลุ่มถัดมา คือ หูหนวกกับตาบอด กลุ่มนี้เป็นลักษณะของการข่มขืนมากกว่าเพราะว่า คนที่ล่วงละเมิดทางเพศเห็นว่า ผู้หญิงหูหนวกกับตาบอด ไม่สามารถที่จะสื่อสารได้ มองไม่เห็น ทำให้คนที่ลงมือไม่ได้รับโทษโดยตรง
ตามที่สอน สุขอนามัยสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ วิธีป้องกันพื้นฐานที่สุด คือ การพูดคุยและทำความเข้าใจต่อครอบครัว คนที่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุดคือ แม่ ส่วนใหญ่แม่ได้ข่มขืนลูก อัตราการข่มขืนเป็น 0% ไม่เหมือนกับพ่อและพี่ชาย มีอัตราการข่มขืนมากกว่า 50% ในกลุ่มของเด็กพิการ ฉะนั้นการทำความเข้าใจกับครอบครัวเป็นอะไรที่ต้องทำความเข้าใจให้เร็วที่สุด และมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อคุณรู้ว่า มีคนพิการเกิดขึ้นในบ้าน สิ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจ คือ เรื่องของการดูแล การให้ความช่วยเหลือ การดูแลปกป้องความปลอดภัยของเด็ก ไม่ว่าจะเป็นคนพิการทางสติปัญญาหรือออทิสติกหรือกลุ่ม CP หรือบางรายพิการซ้ำซ้อน สิ่งที่ผู้หญิงเหล่านี้ยังมีอยู่ทุกคนคือ ความต้องการทางเพศ สอง การเปลี่ยนแปลงของสภาวะร่างกาย การปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายจากเด็กไปสู่วัยรุ่น ฉะนั้นแล้วสิ่งเหล่านี้คนในบ้านต้องรู้ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่เป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดขึ้นที่จะต้องรู้ เพราะบางคนพอดื่มไปหน่อย เสพยาเข้าไปก็ไปล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งคิดว่าคนพิการไม่ท้องหรอก


