ขณะนี้คุณอยู่ที่ ›

การศึกษากับคนพิการ

บทสัมภาษณ์ : อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง (ครูอ๋า) อาจารย์ประจำหลักสูตร การศึกษาพิเศษและภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
       อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง กล่าวว่า ย้อนหลังกลับไปค่อนข้างนานหลายปีมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคนพิการคือ พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการปี 2534 เป็นกฎหมายเฉพาะฉบับแรกของประเทศไทยที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครอง สงเคราะห์ และฟื้นฟูสมรรถภาพของคนพิการอย่างเป็นระบบ โดยเปลี่ยนมิติจากการมองคนพิการเป็น "ภาระ/ผู้ขอรับการสงเคราะห์" มาเป็นการรับรอง "สิทธิขั้นพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพ ก่อนหน้านั้นการเข้าเรียน หนังสือของคนพิการ ถือว่าค่อนข้างยากลําบาก  ต่อมาในปี 2542 มีพระราชบัญญัติการศึกษาของคนพิการขึ้น จะได้ยินสโลแกนว่า “คนพิการอยากเรียนต้องได้เรียน” การประกาศนี้เป็นตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ เมื่อมีกฎหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีการปฏิบัติ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ประกันว่า คนพิการจะได้เข้าเรียนจริงๆ เพราะพื้นฐานของบ้านเราถูกปูเอาไว้ด้วยการสงเคราะห์ในการดูแลคนพิการที่อยู่ในกรอบคําว่า ผู้ด้อยโอกาส แต่มีข้อดีขึ้นมาเพราะว่า กรมสามัญศึกษา(ปัจจุบันสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  สพฐ.) ได้จัดตั้งโรงเรียนความพิการเฉพาะทางขึ้น ถือว่าเป็นโอกาสของเด็กต่างจังหวัดหรือเด็กพิการต่างจังหวัด ได้เข้าไปเรียน จนมาถึงกฎหมายฉบับปี 2551 เป็นกฎหมายโดยตรงของคนพิการ การจัดการศึกษาพิเศษไม่ว่าจะเป็นของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หรือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.) ประกาศให้รับคนพิการสามารถเข้าไปเรียนหนังสือฟรีได้ เป็นภาคบังคับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงปริญญาตรี  
          ถ้าเป็นภาคเหนือกับภาคอีสานส่วนใหญ่ ถ้ามีลูกเป็นคนพิการ กระบวนการขั้นตอนของสำนักงานบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีกระบวนการที่ให้ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดลงตรวจสอบ ประเมินเสร็จเรียบร้อยเตรียมความพร้อม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีที่จะเข้าโรงเรียนเรียนร่วม แต่จะส่งไปที่โรงเรียนเฉพาะทาง เพราะว่าโรงเรียนเฉพาะทางในต่างจังหวัดมีเยอะ เป็นโรงเรียนสายสามัญสามารถเรียนได้ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ข้อดีของโรงเรียนเฉพาะทางเหล่านี้ คือ ทำให้เด็กเก่งและแกร่งขึ้น ลดขั้นตอนการสปอยล์การดูแลของพ่อแม่ได้มากขึ้น แต่ในทางกลับกัน กรุงเทพฯ ต้องการดูแลลูกด้วยตัวเอง ไม่ยอมปล่อยให้ฝึกการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ผลสุดท้ายคือ เด็กมีปัญหา
          มุมมองการเป็นครูที่เป็นคนพิการสำหรับผม มองว่า ข้อแรกอยากบอกทุกคนว่า ชีวิตมันไม่ง่ายแต่อย่าทำให้ชีวิตมันยาก ผมใช้ชีวิตในการที่เป็นคนพิการทำงานมา 3 ที่ ที่แรกคือ ลาออกเพราะว่า ต้องมาเรียนต่อได้รับทุนของสมเด็จพระเทพฯ ในปริญญาโท พอเรียนจบเข้าทำงานที่สถาบันสิรินธร ทำได้ประมาณ 13 ปี รู้สึกว่า อยากจะกลับมาอยู่บ้าน จึงลาออกแล้วได้มาสอนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ทั้ง 3 ที่ รู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้เป็นคนพิการ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้นที่บอกว่า ทำไม่ได้เพราะเป็นคนพิการ อยู่ในโลกนี้ให้มันง่ายๆ อย่าสร้างเงื่อนไข ทำงานคือทำงาน วิธีการแก้ปัญหาของการทำงาน ให้สอน 5 คาบ ก็ต้องสอน 5 คาบ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น เวลาสอนต้องมีเทคนิคการสอนของตนเอง อย่าใช้ตัวเองเป็นเงื่อนไขของการต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น แล้วจะอยู่ง่าย การเป็นครูพิการได้เปรียบเสียเปรียบแตกต่างจากครูปกติทั่วไปอย่างไร ในความคิดคือ ไม่ต่าง ครูก็คือครู ครูจะเดินได้หรือจะเดินไม่ได้ ครูจะตาบอด ครูจะหูหนวก ปลายทางคือโจทย์สำคัญกว่า ครูจะทำอย่างไร จะถ่ายทอดสิ่งดีๆ ให้กับเด็กได้
          อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง ฝากทิ้งท้ายว่า “ฝากสำหรับผู้ปกครอง ว่า ถ้าเป็นเด็กเล็กๆ เล็กคงไม่มีโอกาสที่จะไปติดต่อเอง ฝากผู้ปกครองทุกๆ ท่าน ถ้าท่านคิดว่า การที่มีลูกพิการแล้วไม่ควรมีการพัฒนาใดๆ ต่อ ถ้าคุณคิดแต่ว่า ลูกจะหายยังไงไม่หายหรอก แต่อาจจะปรับปรุงขึ้นมาให้ดีได้ แต่ไม่ถึงกับว่า ลูกคุณจะหายขาด สิ่งที่คุณจะได้คือ ตั้งโจทย์เอาไว้เลยว่า ทำอย่างไรลูกฉันจะได้เรียนหนังสือ ถ้าต้องการให้ลูกเรียนหนังสือไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ต่างจังหวัดหรืออยู่ที่กรุงเทพมหานคร ให้ติดต่อที่ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ต่างจังหวัดคือ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด ถ้าเป็นกรุงเทพฯ ให้ติดต่อที่ ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง เขาจะให้คำแนะนําได้ดีมากว่า ลูกคุณจะต้องไปเรียนอะไร เรียนที่ไหน เรียนเมื่อไหร่ มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร สำหรับน้อง ๆ ที่กําลังเรียน ม. 3 คิดว่าจะไปต่อสู้ฝ่าฟันได้ต่อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ การเรียนจะทำให้ตัวของเราพัฒนาตัวเองได้ เรียนจบ ม. 3 ไปเรียนต่อ ปวช. ปวส. ได้ต่อไปถึงปริญญาตรี ประสบความสำเร็จกันมาแล้ว เรียนที่เป็นอาชีวะเฉพาะทาง สามารถไปเรียนที่โรงเรียน วิทยาลัยการอาชีพ โรงเรียนวิทยาลัยประจำจังหวัด โรงเรียนอาชีวะประจำจังหวัด ได้ ส่วนกลุ่มคนที่เรียน ม. 6 อยากจะฝากไว้ว่า มหาวิทยาลัยเกือบทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย เปิดรับคนพิการทุกคนจะไปเรียนที่ไหนก็ได้ เรียนคณะไหนก็ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของเราที่จะสอบได้หรือไม่ นี่คือโจทย์สำคัญอย่าง ประเมินตัวเองก่อนว่าตัวเองจะเรียนได้หรือไม่ เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เรื่องบางเรื่องไม่ใช่เรื่องยาก อยากให้พัฒนาตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คําว่าคนพิการ ต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถที่จะทำงานที่เป็นงานแบก งานหามได้ สิ่งที่ทำได้คือ งานที่ใช้สมอง ขับเคลื่อนโดยการคิดแล้วลงมือทำ”
         

ภาพประกอบรายการวิทยุรวมใจเป็นหนึ่ง

แบบประเมินคุณภาพสื่อ สสพ.

คุณพอใจกับคุณภาพสื่อข้างต้นมากน้อยเพียงใด
  • พอใจมาก0
  • พอใจ0
  • ปานกลาง0
  • ไม่พอใจ0
  • ไม่พอใจมาก0
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก