“เทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตอิสระของคนพิการ ตอนที่ 1”
นายจตุพล หนูท่าทอง กล่าวว่า ผมเป็นคนตาบอดที่มาทางสายเทคโนโลยีเรียกว่าโดยตรง เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่ผมใช้อยู่ทุกวันนี้มีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ IOT ต่างๆ เรียกว่า การใช้ชีวิตเกือบทั้งวันอยู่กับเทคโนโลยีทั้งวัน โดยใช้ทํางานเป็นหลัก ใช้ในการช่วยเหลือการดํารงชีวิตของเรา อย่างเช่น เรื่องของการเดินทาง การจับจ่ายใช้สอย การหาความรู้ ผมมองว่า ผมน่าจะใช้เทคโนโลยีมากกว่าการขอความช่วยเหลือจากคน
คนพิการแต่ละประเภทมีความยากลําบากในการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ถ้าเป็นคนตาบอดจะมีปัญหาในเรื่องของการมอง เพราะฉะนั้นอะไรที่ต้องใช้ตามอง ถ้าสิ่งไหนที่พอจะใช้หูทดแทนได้ เราจะใช้หู แต่ว่าถ้าสิ่งไหนที่เราใช้ไม่ได้ เมื่อก่อนต้องอาศัยให้คนอื่นมาช่วยเหลือแทบจะทุกครั้ง แต่พอมีเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทําให้การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดเวลาลดลงไป 90% หรืออาจจะเหลือแค่ 50% หรือบางคนอาจเหลือแค่ 10% หรือบางคนพยายามทําให้ตัวเองแทบจะไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร
การเดินทางโดยปกติที่เดินทางทุกๆ วันอยู่แล้วจะเกิดความคุ้นเคย เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่ผมใช้ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีด้านการบันเทิงมากกว่า แต่ถ้าสมมติว่าไปสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยไป เช่น เมื่อก่อนเรื่องรถเมล์ค่อนข้างมีปัญหากับคนตาบอดมาก ทั้งเรื่องของจะรู้ได้ยังไงว่ารถมาหรือยังหรือแม้แต่กระทั่งว่าขึ้นไปบนรถแล้วลงป้ายไหน ถ้าเกิดกระเป๋ารถเมล์ไม่บอกจะรู้ได้ยังไงว่าถึงแล้ว แต่ตอนนี้ผมใช้เทคโนโลยีที่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ทุกวัน โดยใช้แอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องในการเดินทางของคนตาบอดเข้ามาช่วย ชื่อว่า Move It ตัวนี้ จะช่วยในเรื่องการบอกว่า รถเมล์ของเรากําลังจะมาแล้วหรือยัง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขนาดว่า พอรถมาแล้วเราจะรู้ทันที แต่อย่างน้อยสามารถทําให้เตรียมตัวได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากคือ เมื่อเราอยู่บนรถเมล์แล้ว เวลาตั้งเป้าหมายว่า จะไปไหนจะถึงป้ายที่เราต้องการจะลงมีการแจ้งเตือน ทําให้เราไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกระเป๋ารถเมล์เพราะบางทีเขาอาจจะลืมได้ เวลาไปต่างจังหวัดอย่าง Google maps ที่คนทั่วไปใช้กันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนตาบอด เพราะว่าสามารถที่จะนําทางเราได้ทั้งรูปแบบของการเดินและการนั่งรถ อันนี้จะเกิดประโยชน์กับคนตาบอดมากโดยเฉพาะการเดิน เนื่องจากว่ามีการบอกว่าเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้ายทำให้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากว่า Google มีระบบปฏิบัติการอยู่ในสังกัดอย่างแอนดรอยด์ของ Google เพราะฉะนั้นเวลาพัฒนาแอปพลิเคชั่นจะคํานึงในเรื่องของ Excitability เป็นหลัก
เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ชื่อว่า เนวิเลนส์ เป็นลักษณะของการทำตัวโค้ดคล้ายกับคิวอาร์โค้ด แต่โค้ดนี้ออกแบบมากับตัวแอปพลิเคชั่นที่เอามาใช้ คือออกแบบมาให้สามารถจับตัวโค้ดที่แปะไว้บนป้าย อาจจะอยู่ที่เดียวกับป้ายบอกทางคนตาดี แต่พอคนตาบอดถือโทรศัพท์ในระดับหน้าอกของตัวเอง โดยหันกล้องออกไป พอเจอกับโค้ดสามารถบอกได้เลยว่าจุดที่อยู่เป็นอะไร ซึ่งข้อดีคือสามารถที่จับในระยะเอียงได้ถึง 40 กว่าองศา และระยะไกลได้ประมาณ 10 – 20 เมตรต่อ 1 โค้ด ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่บ้านเรายังไม่ได้นำมาใช้ แต่ต้องบอกว่ามีเทคโนโลยีแบบนี้ขึ้นบนโลกนี้ทําให้คนตาบอดสามารถที่จะเดินทางได้อย่างอิสระ ทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยพยายามที่จะส่งเสริมให้กับหน่วยงานต่างๆ พยายามทดลองใช้ เนื่องจากว่าเทคโนโลยีนี้ต้องลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นต้องใช้ให้เป็นแบบอย่างซึ่งในช่วงการจัดสมัชชาคนตาบอดภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกที่ผ่านมาได้นําเทคโนโลยีนี้มาทดลองใช้ในที่ที่จัดประชุม ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ คนตาบอดสามารถเดินทางภายในอาคารนั้นได้ด้วยตัวเองพอสมควร แต่ว่าต้องเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นด้วย ถ้าสมมุติว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็นหรือใช้สมาร์ทโฟนไม่คล่อง อันนี้เป็นเรื่องของการเรียนรู้ (Learnity) ไม่ใช่เรื่องของความคล่องตัว (Agility)
เมื่อมีเทคโนโลยีแอปพลิเคชั่นในการสั่งอาหาร การเรียกรถ ต้องบอกว่าส่งผลในเชิงบวกในการดําเนินชีวิตของคนตาบอดอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเรียกรถ การสั่งอาหาร คนตาบอดเมื่อก่อนเวลาจะไปเรียกรถทีนึง ถ้าไปเรียกรถริมถนนไม่มีคนตาดีอยู่ด้วยหมดสิทธิเดินทาง เพราะเราไม่รู้ว่ารถแท็กซี่คือคันไหน จะยกมือโบกตลอดเวลาคงไม่ได้จะต้องมีคนตาดีมาช่วยเรียกให้ ขนาดบางคนต้องมีรถที่เป็นขาประจํา รถแท็กซี่ขาประจํา พอมีเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยในเรื่องของการเรียกรถ การสั่งอาหาร ต้องบอกว่าคนตาบอดใช้เทคโนโลยีนี้เยอะมาก โดยเฉพาะคนตาบอดที่อยู่ในเมืองเพราะเวลาการเดินทางแต่ละครั้งของเขาสามารถเรียกรถได้ด้วยตนเอง สามารถรู้ชื่อคนขับ ทะเบียนรถ ทําให้เกิดความปลอดภัย เกิดความมั่นใจในการเดินทาง เรื่องการสั่งอาหารเช่นกันสามารถเลือกได้โดยที่ไม่ต้องถามเมนูใครต่อใคร สามารถเลือกผ่านแอปพลิเคชั่น หรือแม้กระทั่งอยากกินอะไรในวันนั้น ค้นหาสิ่งที่อยากกินได้ คนตาบอดสามารถอยู่บ้านคนเดียวได้โดยที่คนอื่นไม่ต้องห่วงว่าจะมีอะไรกิน ใครจะเอาข้าวมาให้กิน ทํากับข้าวกินกันเองได้หรือไม่ ซึ่งต้องบอกว่ามีแอปพลิเคชั่นพวกนี้แล้วสะดวกขึ้นมาก รวมไปถึงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ซื้อของใช้ ซื้อของออนไลน์ต่างๆ ด้วย ต้องบอกว่าคนตาบอดเป็นนักช็อป
คนตาบอดไทยหรือแม้แต่คนพิการประเภทอื่นเมื่ออยู่ในสังคมที่ยังไม่ได้มีการเอื้ออํานวยในเรื่องของสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับคนพิการอย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องทําคือต้องเอาตัวรอดในสังคมนั้นให้ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพ เช่น ตู้ ATM คนตาบอดเข้าถึงหรือไม่ คนตาบอดกดเงินได้หรือไม่ กดได้เพราะมันมีปุ่มให้สัมผัสและจําว่าตําแหน่งปุ่มนี้คืออะไร เมื่อจําตําแหน่งปุ่มได้ สามารถกดได้ และมีการบอกต่อๆ กันว่าถ้าเป็นธนาคารนี้ต้องกดปุ่มซ้ายบนก่อน แต่ละธนาคารไม่เหมือนกันอีก ทําให้คนตาบอดพอที่ใช้ชีวิตรอดได้ในสังคมได้ด้วยการปรับตัว ในส่วนของแอปของธนาคารต่างๆ เริ่มแรกมีปัญหา คนตาบอดมีปัญหาตั้งแต่เรื่องของการเปิดบัญชี เป็นเรื่องของความเข้าใจในเรื่องของนโยบาย ทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับทางสมาคมธนาคารไทยหรือธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทําความเข้าใจกับเรื่องเหล่านั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าคนตาบอดสามารถเปิดบัญชีได้ แต่เมื่อคนตาบอดไปที่ธนาคารจะอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละสาขาจะให้เปิดหรือไม่ หรือพยายามหาข้อใดที่อ้างว่าเปิดไม่ได้ เหตุผลที่จะปฏิเสธง่ายๆ คือ ทางเราไม่มีนโยบายให้เปิดบัญชีให้คนตาบอด หรือบางที่อาจจะบอกว่าคนตาบอดเปิดไม่ได้เพราะเป็นกฎเกณฑ์ที่บอกไม่ได้เป็นความลับของธนาคาร บางธนาคารให้เปิดแต่ไม่ให้มีบัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น
คนพิการแต่ละประเภทมีความยากลําบากในการใช้ชีวิตที่ต่างกัน ถ้าเป็นคนตาบอดจะมีปัญหาในเรื่องของการมอง เพราะฉะนั้นอะไรที่ต้องใช้ตามอง ถ้าสิ่งไหนที่พอจะใช้หูทดแทนได้ เราจะใช้หู แต่ว่าถ้าสิ่งไหนที่เราใช้ไม่ได้ เมื่อก่อนต้องอาศัยให้คนอื่นมาช่วยเหลือแทบจะทุกครั้ง แต่พอมีเรื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาทําให้การขอความช่วยเหลือจากคนอื่นตลอดเวลาลดลงไป 90% หรืออาจจะเหลือแค่ 50% หรือบางคนอาจเหลือแค่ 10% หรือบางคนพยายามทําให้ตัวเองแทบจะไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากใคร
การเดินทางโดยปกติที่เดินทางทุกๆ วันอยู่แล้วจะเกิดความคุ้นเคย เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีที่ผมใช้ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีด้านการบันเทิงมากกว่า แต่ถ้าสมมติว่าไปสถานที่ ที่ไม่คุ้นเคย ไม่เคยไป เช่น เมื่อก่อนเรื่องรถเมล์ค่อนข้างมีปัญหากับคนตาบอดมาก ทั้งเรื่องของจะรู้ได้ยังไงว่ารถมาหรือยังหรือแม้แต่กระทั่งว่าขึ้นไปบนรถแล้วลงป้ายไหน ถ้าเกิดกระเป๋ารถเมล์ไม่บอกจะรู้ได้ยังไงว่าถึงแล้ว แต่ตอนนี้ผมใช้เทคโนโลยีที่เป็นสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ทุกวัน โดยใช้แอปพลิเคชั่นที่เกี่ยวข้องในการเดินทางของคนตาบอดเข้ามาช่วย ชื่อว่า Move It ตัวนี้ จะช่วยในเรื่องการบอกว่า รถเมล์ของเรากําลังจะมาแล้วหรือยัง แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงขนาดว่า พอรถมาแล้วเราจะรู้ทันที แต่อย่างน้อยสามารถทําให้เตรียมตัวได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมชอบมากคือ เมื่อเราอยู่บนรถเมล์แล้ว เวลาตั้งเป้าหมายว่า จะไปไหนจะถึงป้ายที่เราต้องการจะลงมีการแจ้งเตือน ทําให้เราไม่ต้องพึ่งพาอาศัยกระเป๋ารถเมล์เพราะบางทีเขาอาจจะลืมได้ เวลาไปต่างจังหวัดอย่าง Google maps ที่คนทั่วไปใช้กันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับคนตาบอด เพราะว่าสามารถที่จะนําทางเราได้ทั้งรูปแบบของการเดินและการนั่งรถ อันนี้จะเกิดประโยชน์กับคนตาบอดมากโดยเฉพาะการเดิน เนื่องจากว่ามีการบอกว่าเลี้ยวขวาหรือเลี้ยวซ้ายทำให้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากว่า Google มีระบบปฏิบัติการอยู่ในสังกัดอย่างแอนดรอยด์ของ Google เพราะฉะนั้นเวลาพัฒนาแอปพลิเคชั่นจะคํานึงในเรื่องของ Excitability เป็นหลัก
เทคโนโลยีที่ได้รับความนิยมในขณะนี้ชื่อว่า เนวิเลนส์ เป็นลักษณะของการทำตัวโค้ดคล้ายกับคิวอาร์โค้ด แต่โค้ดนี้ออกแบบมากับตัวแอปพลิเคชั่นที่เอามาใช้ คือออกแบบมาให้สามารถจับตัวโค้ดที่แปะไว้บนป้าย อาจจะอยู่ที่เดียวกับป้ายบอกทางคนตาดี แต่พอคนตาบอดถือโทรศัพท์ในระดับหน้าอกของตัวเอง โดยหันกล้องออกไป พอเจอกับโค้ดสามารถบอกได้เลยว่าจุดที่อยู่เป็นอะไร ซึ่งข้อดีคือสามารถที่จับในระยะเอียงได้ถึง 40 กว่าองศา และระยะไกลได้ประมาณ 10 – 20 เมตรต่อ 1 โค้ด ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่บ้านเรายังไม่ได้นำมาใช้ แต่ต้องบอกว่ามีเทคโนโลยีแบบนี้ขึ้นบนโลกนี้ทําให้คนตาบอดสามารถที่จะเดินทางได้อย่างอิสระ ทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยพยายามที่จะส่งเสริมให้กับหน่วยงานต่างๆ พยายามทดลองใช้ เนื่องจากว่าเทคโนโลยีนี้ต้องลงทุนค่อนข้างสูง ดังนั้นต้องใช้ให้เป็นแบบอย่างซึ่งในช่วงการจัดสมัชชาคนตาบอดภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิกที่ผ่านมาได้นําเทคโนโลยีนี้มาทดลองใช้ในที่ที่จัดประชุม ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ คนตาบอดสามารถเดินทางภายในอาคารนั้นได้ด้วยตัวเองพอสมควร แต่ว่าต้องเป็นคนที่ใช้เทคโนโลยีเป็นด้วย ถ้าสมมุติว่าคนที่ใช้เทคโนโลยีไม่เป็นหรือใช้สมาร์ทโฟนไม่คล่อง อันนี้เป็นเรื่องของการเรียนรู้ (Learnity) ไม่ใช่เรื่องของความคล่องตัว (Agility)
เมื่อมีเทคโนโลยีแอปพลิเคชั่นในการสั่งอาหาร การเรียกรถ ต้องบอกว่าส่งผลในเชิงบวกในการดําเนินชีวิตของคนตาบอดอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องของการเรียกรถ การสั่งอาหาร คนตาบอดเมื่อก่อนเวลาจะไปเรียกรถทีนึง ถ้าไปเรียกรถริมถนนไม่มีคนตาดีอยู่ด้วยหมดสิทธิเดินทาง เพราะเราไม่รู้ว่ารถแท็กซี่คือคันไหน จะยกมือโบกตลอดเวลาคงไม่ได้จะต้องมีคนตาดีมาช่วยเรียกให้ ขนาดบางคนต้องมีรถที่เป็นขาประจํา รถแท็กซี่ขาประจํา พอมีเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยในเรื่องของการเรียกรถ การสั่งอาหาร ต้องบอกว่าคนตาบอดใช้เทคโนโลยีนี้เยอะมาก โดยเฉพาะคนตาบอดที่อยู่ในเมืองเพราะเวลาการเดินทางแต่ละครั้งของเขาสามารถเรียกรถได้ด้วยตนเอง สามารถรู้ชื่อคนขับ ทะเบียนรถ ทําให้เกิดความปลอดภัย เกิดความมั่นใจในการเดินทาง เรื่องการสั่งอาหารเช่นกันสามารถเลือกได้โดยที่ไม่ต้องถามเมนูใครต่อใคร สามารถเลือกผ่านแอปพลิเคชั่น หรือแม้กระทั่งอยากกินอะไรในวันนั้น ค้นหาสิ่งที่อยากกินได้ คนตาบอดสามารถอยู่บ้านคนเดียวได้โดยที่คนอื่นไม่ต้องห่วงว่าจะมีอะไรกิน ใครจะเอาข้าวมาให้กิน ทํากับข้าวกินกันเองได้หรือไม่ ซึ่งต้องบอกว่ามีแอปพลิเคชั่นพวกนี้แล้วสะดวกขึ้นมาก รวมไปถึงเรื่องการจับจ่ายใช้สอย ซื้อของใช้ ซื้อของออนไลน์ต่างๆ ด้วย ต้องบอกว่าคนตาบอดเป็นนักช็อป
คนตาบอดไทยหรือแม้แต่คนพิการประเภทอื่นเมื่ออยู่ในสังคมที่ยังไม่ได้มีการเอื้ออํานวยในเรื่องของสิ่งอํานวยความสะดวกให้กับคนพิการอย่างเต็มที่ สิ่งที่ต้องทําคือต้องเอาตัวรอดในสังคมนั้นให้ได้ ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพ เช่น ตู้ ATM คนตาบอดเข้าถึงหรือไม่ คนตาบอดกดเงินได้หรือไม่ กดได้เพราะมันมีปุ่มให้สัมผัสและจําว่าตําแหน่งปุ่มนี้คืออะไร เมื่อจําตําแหน่งปุ่มได้ สามารถกดได้ และมีการบอกต่อๆ กันว่าถ้าเป็นธนาคารนี้ต้องกดปุ่มซ้ายบนก่อน แต่ละธนาคารไม่เหมือนกันอีก ทําให้คนตาบอดพอที่ใช้ชีวิตรอดได้ในสังคมได้ด้วยการปรับตัว ในส่วนของแอปของธนาคารต่างๆ เริ่มแรกมีปัญหา คนตาบอดมีปัญหาตั้งแต่เรื่องของการเปิดบัญชี เป็นเรื่องของความเข้าใจในเรื่องของนโยบาย ทางสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทยได้ประสานงานกับทางสมาคมธนาคารไทยหรือธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อทําความเข้าใจกับเรื่องเหล่านั้น ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าคนตาบอดสามารถเปิดบัญชีได้ แต่เมื่อคนตาบอดไปที่ธนาคารจะอยู่ที่ความเข้าใจของแต่ละสาขาจะให้เปิดหรือไม่ หรือพยายามหาข้อใดที่อ้างว่าเปิดไม่ได้ เหตุผลที่จะปฏิเสธง่ายๆ คือ ทางเราไม่มีนโยบายให้เปิดบัญชีให้คนตาบอด หรือบางที่อาจจะบอกว่าคนตาบอดเปิดไม่ได้เพราะเป็นกฎเกณฑ์ที่บอกไม่ได้เป็นความลับของธนาคาร บางธนาคารให้เปิดแต่ไม่ให้มีบัตรเอทีเอ็ม เป็นต้น


