“สุขภาพและการดูแลกันและกัน”
คุณองอาจ แก่นทอง เล่าถึงสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นและความประทับใจว่า เริ่มจากเรื่องใกล้ตัว คือ การ์ตูนคอยดูแลเรื่องแผลกดทับที่เป็นอยู่ คอยหายา วิธีดูแล มีการปรึกษาหารือกับแพทย์ หรือพี่สาวที่เป็นหมอ และคอยดูแลเรื่องอาหาร สิ่งไหนถ้ากินแล้วมันรู้สึกไม่ดีกับสุขภาพจะถูกสั่งห้าม เรื่องครอบครัวและเรื่องสุขภาพเช่นกัน เวลาแม่ไปพบแพทย์จะเข้าไปฟังด้วยแล้วนำมาปฏิบัติอย่างกำชับในเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญคือ เขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผม ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้กับอะไรสักอย่าง เขาคอยให้กําลังใจ เป็นแรงผลักดันที่ทำให้เราอยู่นิ่งไม่ได้ ไม่ใช่เราคนเดียว ถ้าเราไม่พยายามคิดที่จะหาอะไรมาช่วยเหลือตัวเองเพื่อผ่อนเบาแรงเค้า วันหนึ่งสุขภาพเขาแย่ลงแล้วจะช่วยกันไม่ไหว เป็นแรงผลักดันที่หาวิธีขับรถให้ได้ด้วยตัวเอง อุปกรณ์ยกตัวต่างๆ เพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และอยู่กันไปนานๆ เพราะสุขภาพมันไม่ย่ำแย่ลง เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ คิดมาตั้งแต่เริ่มพิการ เพราะตอนแรกครอบครัวมีน้องๆ แม่ พ่อ เวลาจะย้ายตัวทีช่วยกันอุ้ม ช่วยกันยก แต่เรารู้สึกว่านับวันแม่เริ่มหลังไม่ค่อยดี เราจะอยู่อีกต่อไปได้อย่างไร คําที่แม่บอกว่า “ไม่เป็นไรเดี๋ยวเราก็ตายก่อนเขาอยู่แล้ว” หลังจากนั้นเริ่มคิดที่จะหาอะไรมาช่วยยกตัวเพื่อเบาแรงด้วย ไม่ให้เจ็บปวดหลังด้วย และไม่ทำให้เสียสุขภาพจิตสุขภาพกายด้วย
คุณชญาดา วิริยะสิริเวช เล่าว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เวลาออกแรงช่วยพี่องอาจ รู้สึกเจ็บร้าวบริเวณหน้าอก เริ่มคิดว่า อ้วนเกินไป ถึงมีเครื่องช่วยแต่ทำไมกลายเป็นตัวเรา จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเจ็บ ไม่เคยปวด เริ่มมีอาการแทรกเข้ามา ตอนนั้นเริ่มที่จะลดพวกของมัน กะทิ ลดพวกขนมหวานแต่ก็ทานอยู่บ้าง พอมาปีที่แล้วงานค่อนข้างเยอะ ทำแต่งานไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพตัวเองเท่าที่ควร คือไม่ได้ออกกําลังกายเลย เช่น เข้าสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ทำน้อยลง พยายามจะเรียกให้คนอื่นช่วยทำ เพราะถือว่าตัวเองพิการมาก ต้องมีคนช่วยทั้งๆ ที่เราเคยทําได้ แต่ทําไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำจึงส่งผลให้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากอั้นปัสสาวะ ตัวบวม น้ำท่วมปอด แต่ยังไม่ถึงกับต้องให้ยา ตอนนั้นรู้ว่า ตัวบวม อ้วนขึ้น และพยายามควบคุมด้วยตนเอง ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ ของมูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ โดยมีการตรวจสุขภาพแบบครบวงจรจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน ในโครงการฯ ให้ทำแผนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเริ่มจากตัวเราเองแล้วจึงไปช่วยคนอื่นๆ ได้
จากการทําแผน การ์ตูนเลือกที่จะหักดิบทุกอย่างเลย โดยงดคืองด หยุดคือไม่แตะ ไม่กิน ไม่มองใคร พี่องอาจจะกินก็ห้ามกิน ห้ามกินไปด้วยกัน งดแป้ง งดของมัน ของทอด ของหวาน นม เนย อะไรที่ทำให้สุขภาพไม่ดีงดหมด โซเดียมพยายามดูฉลากอาหารทุกอย่าง อะไรที่จะกินถ้าโซเดียมเยอะไม่กิน ความหวานถ้าเกิน 6% ไม่กิน อะไรที่ต่ำกว่า 6% กินในช่วงที่หักดิบรู้สึกว่า มันเกินไปสำหรับตัวเรา แต่ว่ามันก็ทําให้ครึ่งเดือนนั้น น้ำหนักหายไปเกือบ 10 กิโลกรัม ทําให้เราอ่อนระโหยโรยแรง จนได้ดูคลิปหนึ่งในติ๊กต๊อกเกี่ยวกับเรื่องของวิธีการทํา IF วิธีการทํา IF ที่ถูกต้องทำอย่างไร จึงเลือกใช้แบบ 16/8 คือ กิน 8 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน แต่หลัง 6 โมงเย็นจนถึงประมาณ 9 โมงเช้าหรือ 10 โมง ไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำอุ่น แต่ถ้าโหยมากๆ ใช้วิธีจิบน้ำเย็น เริ่มมื้อเช้าที่ประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ช่วงสัปดาห์ก่อนกับสัปดาห์นี้ น้ำหนักลดไปประมาณเกือบ 2 กิโล คือ มันดีขึ้นกว่าตอนสองสัปดาห์แรกที่มันลดฮวบฮาบไปเกือบ 10 กิโล คือแรงเรากลับมาเหมือนเดิมไม่อ่อนระโหยโรยแรงแล้ว เวลารับประทานอาหารเริ่มชินว่า กินอาหารรสจืด ตอนนี้ตั้งใจว่า จะทํา IF ด้วยระดับนี้ไปเรื่อยๆ
ก่อนหน้าที่การ์ตูนไปอบรม ได้ชวนกันกิน หมูกระทะ ร้านบุฟเฟ่ จัดกันจนพุงกางกลับบ้าน พอการ์ตูนเข้ารับการอบรมเป็นการอบรมที่จริงๆ อบรมเพื่อที่จะไปเป็น “นักสร้างเสริมสุขภาพ” เพื่อที่จะไปช่วยเพื่อนๆ ด้วยกัน แต่ที่อบรมครั้งแรกสิ่งที่ได้รับคือการดูแลตัวเอง วันที่สองของการอบรม พาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ผลตรวจออกมาเห็นเลยว่า น้ำท่วมปอด ทั้งความดันสูง ไขมัน ไตเริ่มจะมา เลยเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ถ้าเรายังสนุกสนานกับการกิน โดยที่ไม่ดูแลสุขภาพตัวเองสงสัยอยู่ด้วยกันไม่นานแน่นอน คุณองอาจ เล่าว่าการ์ตูนเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจัง มีวินัยมากกับการที่จะทําอะไรสักอย่างหนึ่ง การที่เขามีวินัย เข้มงวดเรื่องอาหารการกิน เลยส่งผลมาถึงตัวผมด้วย จากที่เราเคยออกไปข้างนอกการ์ตูนจะต้องกินน้ำหวาน ชาเขียว แดงโซดา เป็นต้น จากที่เราออกไปข้างนอก การ์ตูนจะต้องสั่งน้ำหวาน 2 แก้ว ชาเขียว แดงโซดา เป็นต้น วันเดินทางกลับจากอบรมผมถามเขาว่า “วันนี้แวะไหม” เขาตอบไม่แวะ หากเราแวะจะทำร้ายจิตใจการ์ตูน งั้นเราไม่กินจะได้ไม่ต้องแวะ จึงทำให้เข้มงวดไปด้วยกันโดยปริยาย สุขภาพดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ร่างกายอาจจะไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะผมควบคุมเรื่องอาหารน้อย แต่รู้สึกว่าตัวเองมีความกระฉับกระเฉงขึ้น รู้สึกสดใสขึ้น ทุกวันนี้หากเขาออกกําลังกาย เหวี่ยงแขน ช่วงแรกๆ นั่งมองและคิดว่าไม่เมื่อยหรืออย่างไร แต่พอหลังๆ นึกย้อนมองตัวเอง จะนั่งอยู่ทําไม จึงทำด้วยในท่าไหนที่สามารถทำได้
คุณชญาดา วิริยะสิริเวช ฝากทิ้งท้ายว่า “คงเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดยังไงก็อยากให้คิดเผื่ออีกคนด้วย ถึงความรู้สึกของเขา แล้วเรื่องของการดูแลสุขภาพนอกจากเราดูแลตัวเราเองแล้วยังเผื่อไปถึงการดูแลคนข้างๆ เราด้วย ไปถึงครอบครัวเราด้วย เพื่อที่อนาคตจะได้เอาประสบการณ์ที่เราดูแลตัวเราเองไปช่วยเหลือเพื่อนๆ คนอื่นๆ ได้ด้วย”
คุณองอาจ แก่นทอง ฝากทิ้งท้ายว่า “คล้ายๆ กัน คือเริ่มตั้งแต่การที่จะใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนหนึ่ง มันต้องเริ่มจากเราทั้งสองคน ต้องทำความรู้จัก ทำความเข้าใจกัน มีอะไรต้องเปิดให้หมด ถ้าเรารู้สึกว่าเราตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเราอยากจะอยู่ด้วยกัน อะไรที่เป็นอุปสรรค อะไรที่เป็นสิ่งที่เราจะต้องผ่านมันให้ได้ อย่างเช่น ครอบครัว สังคม คือวันเวลาอาจจะวันสองวัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน อาจจะไม่เห็นผล อยากจะให้ใช้เวลา ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีจิตใจที่มันแน่วแน่ทั้งสองคน ผมว่าอะไรเข้ามาห้ามเราสองคนไม่ได้ ส่วนเรื่องสุขภาพ จากที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่ว่าเราได้รู้สึกถึงทั้งอายุเริ่มมากขึ้น สุขภาพเริ่มที่จะส่อแววว่า มันเริ่มจะมีปัญหาขึ้น พอเราได้รู้วิธี มีแรงกระตุ้น มีแรงบันดาลใจเลยทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ล่ะ เราจะต้องเอาจริงเอาจังแล้ว ไม่ใช่แค่ทำชั่วพักชั่วยาม เราจะต้องทำให้ได้แบบนี้ตลอดไป รวมไปถึงงานของเราที่ทำอยู่ตอนนี้ เราทำงานอยู่ในองค์กรซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนๆ คนพิการด้วยกัน สิ่งที่มันได้กับตัวเรามันไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา เราสามารถที่จะเอาความรู้ ประสบการณ์ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงจากตัวเรา นำไปถ่ายทอดกับเพื่อนเราได้ ซึ่งถ้าเรามีความรู้จากที่อื่นโดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเรา ผมคิดว่าบางทีไปบอกเล่าแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกว่าจะเป็นจริงได้ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งนี้เราผ่านกันมาได้แล้ว ผมเชื่อว่าคนที่ได้รับการถ่ายทอด ได้รับการพูดคุยกับเรา เขาจะมีความมั่นใจ มีกําลังใจที่อยากจะดูแลสุขภาพ”
คุณชญาดา วิริยะสิริเวช เล่าว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เวลาออกแรงช่วยพี่องอาจ รู้สึกเจ็บร้าวบริเวณหน้าอก เริ่มคิดว่า อ้วนเกินไป ถึงมีเครื่องช่วยแต่ทำไมกลายเป็นตัวเรา จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเจ็บ ไม่เคยปวด เริ่มมีอาการแทรกเข้ามา ตอนนั้นเริ่มที่จะลดพวกของมัน กะทิ ลดพวกขนมหวานแต่ก็ทานอยู่บ้าง พอมาปีที่แล้วงานค่อนข้างเยอะ ทำแต่งานไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพตัวเองเท่าที่ควร คือไม่ได้ออกกําลังกายเลย เช่น เข้าสวนปลูกต้นไม้ รดน้ำต้นไม้ทำน้อยลง พยายามจะเรียกให้คนอื่นช่วยทำ เพราะถือว่าตัวเองพิการมาก ต้องมีคนช่วยทั้งๆ ที่เราเคยทําได้ แต่ทําไมเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยทำจึงส่งผลให้มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากอั้นปัสสาวะ ตัวบวม น้ำท่วมปอด แต่ยังไม่ถึงกับต้องให้ยา ตอนนั้นรู้ว่า ตัวบวม อ้วนขึ้น และพยายามควบคุมด้วยตนเอง ต่อมาได้เข้าร่วมโครงการสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายและพัฒนาศักยภาพนักสร้างเสริมสุขภาพคนพิการ ของมูลนิธิการดำรงชีวิตอิสระคนพิการ โดยมีการตรวจสุขภาพแบบครบวงจรจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ต้องดูแลตัวเองมากขึ้น จนถึงปัจจุบัน ในโครงการฯ ให้ทำแผนการสร้างเสริมสุขภาพ โดยเริ่มจากตัวเราเองแล้วจึงไปช่วยคนอื่นๆ ได้
จากการทําแผน การ์ตูนเลือกที่จะหักดิบทุกอย่างเลย โดยงดคืองด หยุดคือไม่แตะ ไม่กิน ไม่มองใคร พี่องอาจจะกินก็ห้ามกิน ห้ามกินไปด้วยกัน งดแป้ง งดของมัน ของทอด ของหวาน นม เนย อะไรที่ทำให้สุขภาพไม่ดีงดหมด โซเดียมพยายามดูฉลากอาหารทุกอย่าง อะไรที่จะกินถ้าโซเดียมเยอะไม่กิน ความหวานถ้าเกิน 6% ไม่กิน อะไรที่ต่ำกว่า 6% กินในช่วงที่หักดิบรู้สึกว่า มันเกินไปสำหรับตัวเรา แต่ว่ามันก็ทําให้ครึ่งเดือนนั้น น้ำหนักหายไปเกือบ 10 กิโลกรัม ทําให้เราอ่อนระโหยโรยแรง จนได้ดูคลิปหนึ่งในติ๊กต๊อกเกี่ยวกับเรื่องของวิธีการทํา IF วิธีการทํา IF ที่ถูกต้องทำอย่างไร จึงเลือกใช้แบบ 16/8 คือ กิน 8 ชั่วโมงในช่วงกลางวัน แต่หลัง 6 โมงเย็นจนถึงประมาณ 9 โมงเช้าหรือ 10 โมง ไม่กินอะไรเลยนอกจากน้ำอุ่น แต่ถ้าโหยมากๆ ใช้วิธีจิบน้ำเย็น เริ่มมื้อเช้าที่ประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ช่วงสัปดาห์ก่อนกับสัปดาห์นี้ น้ำหนักลดไปประมาณเกือบ 2 กิโล คือ มันดีขึ้นกว่าตอนสองสัปดาห์แรกที่มันลดฮวบฮาบไปเกือบ 10 กิโล คือแรงเรากลับมาเหมือนเดิมไม่อ่อนระโหยโรยแรงแล้ว เวลารับประทานอาหารเริ่มชินว่า กินอาหารรสจืด ตอนนี้ตั้งใจว่า จะทํา IF ด้วยระดับนี้ไปเรื่อยๆ
ก่อนหน้าที่การ์ตูนไปอบรม ได้ชวนกันกิน หมูกระทะ ร้านบุฟเฟ่ จัดกันจนพุงกางกลับบ้าน พอการ์ตูนเข้ารับการอบรมเป็นการอบรมที่จริงๆ อบรมเพื่อที่จะไปเป็น “นักสร้างเสริมสุขภาพ” เพื่อที่จะไปช่วยเพื่อนๆ ด้วยกัน แต่ที่อบรมครั้งแรกสิ่งที่ได้รับคือการดูแลตัวเอง วันที่สองของการอบรม พาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาล ผลตรวจออกมาเห็นเลยว่า น้ำท่วมปอด ทั้งความดันสูง ไขมัน ไตเริ่มจะมา เลยเริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ถ้าเรายังสนุกสนานกับการกิน โดยที่ไม่ดูแลสุขภาพตัวเองสงสัยอยู่ด้วยกันไม่นานแน่นอน คุณองอาจ เล่าว่าการ์ตูนเป็นคนที่ค่อนข้างจริงจัง มีวินัยมากกับการที่จะทําอะไรสักอย่างหนึ่ง การที่เขามีวินัย เข้มงวดเรื่องอาหารการกิน เลยส่งผลมาถึงตัวผมด้วย จากที่เราเคยออกไปข้างนอกการ์ตูนจะต้องกินน้ำหวาน ชาเขียว แดงโซดา เป็นต้น จากที่เราออกไปข้างนอก การ์ตูนจะต้องสั่งน้ำหวาน 2 แก้ว ชาเขียว แดงโซดา เป็นต้น วันเดินทางกลับจากอบรมผมถามเขาว่า “วันนี้แวะไหม” เขาตอบไม่แวะ หากเราแวะจะทำร้ายจิตใจการ์ตูน งั้นเราไม่กินจะได้ไม่ต้องแวะ จึงทำให้เข้มงวดไปด้วยกันโดยปริยาย สุขภาพดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ร่างกายอาจจะไม่ค่อยเปลี่ยน เพราะผมควบคุมเรื่องอาหารน้อย แต่รู้สึกว่าตัวเองมีความกระฉับกระเฉงขึ้น รู้สึกสดใสขึ้น ทุกวันนี้หากเขาออกกําลังกาย เหวี่ยงแขน ช่วงแรกๆ นั่งมองและคิดว่าไม่เมื่อยหรืออย่างไร แต่พอหลังๆ นึกย้อนมองตัวเอง จะนั่งอยู่ทําไม จึงทำด้วยในท่าไหนที่สามารถทำได้
คุณชญาดา วิริยะสิริเวช ฝากทิ้งท้ายว่า “คงเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตคู่ ต้องมีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา คิดยังไงก็อยากให้คิดเผื่ออีกคนด้วย ถึงความรู้สึกของเขา แล้วเรื่องของการดูแลสุขภาพนอกจากเราดูแลตัวเราเองแล้วยังเผื่อไปถึงการดูแลคนข้างๆ เราด้วย ไปถึงครอบครัวเราด้วย เพื่อที่อนาคตจะได้เอาประสบการณ์ที่เราดูแลตัวเราเองไปช่วยเหลือเพื่อนๆ คนอื่นๆ ได้ด้วย”
คุณองอาจ แก่นทอง ฝากทิ้งท้ายว่า “คล้ายๆ กัน คือเริ่มตั้งแต่การที่จะใช้ชีวิตคู่กับใครสักคนหนึ่ง มันต้องเริ่มจากเราทั้งสองคน ต้องทำความรู้จัก ทำความเข้าใจกัน มีอะไรต้องเปิดให้หมด ถ้าเรารู้สึกว่าเราตกลงปลงใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเราอยากจะอยู่ด้วยกัน อะไรที่เป็นอุปสรรค อะไรที่เป็นสิ่งที่เราจะต้องผ่านมันให้ได้ อย่างเช่น ครอบครัว สังคม คือวันเวลาอาจจะวันสองวัน หนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน อาจจะไม่เห็นผล อยากจะให้ใช้เวลา ผมเชื่อว่า ถ้าเราได้มีจิตใจที่มันแน่วแน่ทั้งสองคน ผมว่าอะไรเข้ามาห้ามเราสองคนไม่ได้ ส่วนเรื่องสุขภาพ จากที่ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าไหร่ แต่ว่าเราได้รู้สึกถึงทั้งอายุเริ่มมากขึ้น สุขภาพเริ่มที่จะส่อแววว่า มันเริ่มจะมีปัญหาขึ้น พอเราได้รู้วิธี มีแรงกระตุ้น มีแรงบันดาลใจเลยทำให้รู้สึกว่าไม่ได้ล่ะ เราจะต้องเอาจริงเอาจังแล้ว ไม่ใช่แค่ทำชั่วพักชั่วยาม เราจะต้องทำให้ได้แบบนี้ตลอดไป รวมไปถึงงานของเราที่ทำอยู่ตอนนี้ เราทำงานอยู่ในองค์กรซึ่งเป็นองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนๆ คนพิการด้วยกัน สิ่งที่มันได้กับตัวเรามันไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา เราสามารถที่จะเอาความรู้ ประสบการณ์ซึ่งเป็นประสบการณ์ตรงจากตัวเรา นำไปถ่ายทอดกับเพื่อนเราได้ ซึ่งถ้าเรามีความรู้จากที่อื่นโดยที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเรา ผมคิดว่าบางทีไปบอกเล่าแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกว่าจะเป็นจริงได้ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งนี้เราผ่านกันมาได้แล้ว ผมเชื่อว่าคนที่ได้รับการถ่ายทอด ได้รับการพูดคุยกับเรา เขาจะมีความมั่นใจ มีกําลังใจที่อยากจะดูแลสุขภาพ”


