“ที่มาที่ไปของความรักและชีวิตคู่”
คุณชญาดา วิริยะสิริเวช กล่าวแนะนำตัวและพูดถึงสาเหตุความพิการว่า ชื่อเล่น การ์ตูน สาเหตุความพิการเกิดจากลิ่มเลือดแข็งตัวอุดตันอยู่ในหลอดเลือดแดงที่ขาทำให้ต้องตัดขาทั้งสองข้างใต้หัวเข่า ปัจจุบันทำงาน ที่ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจังหวัดชลบุรี
คุณองอาจ แก่นทอง กล่าวแนะนำตัวและพูดถึงสาเหตุความพิการว่า เกิดจากการกระโดดน้ำ แล้วหัวไปกระแทกกับพื้นทรายใต้น้ำ ทำให้กระดูกต้นคอ T4 และ T5 ได้รับบาดเจ็บส่งผลให้เป็นอัมพาต ปัจจุบันทำงาน ที่ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจังหวัดชลบุรี หรือ IL ชลบุรี ใช้วีลแชร์ไฟฟ้าเพราะแขนสองข้างอ่อนแรงมาก
ทั้งสองท่านเจอกันได้อย่างไร คุณชญาดา เล่าว่า เคยคิดถ้าเจอกันเร็วกว่านี้คงจะดี ดิฉันมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ถ้าไม่ใช่คนพิการจะช่วยเหลือได้มากกว่านี้ เจอกันตั้งแต่ปี 2548 สมัยพิการใหม่ๆ เข้ามาทำงานศูนย์ IL อยู่ที่พัทยา เจอกันที่ทำงาน ซึ่งดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ พี่เขาเป็นอาสาสมัครคนพิการ ทำงานช่วยเหลือคนพิการ ภาพความประทับใจ น่าจะเป็นเรื่องที่พี่เขาเป็นคนพิการมากแต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องที่สามารถทำได้ และยังเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือเพื่อนคนพิการอีก หรือแม้แต่กระทั่งดิฉัน พี่เขาเอาประสบการณ์ของตัวเองมาสอนให้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความพิการ คุณองอาจ เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้เจอรู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดจะมีคนรักหรือแฟน แต่พอได้ทำงานร่วมกัน เริ่มรู้สึกว่าน้องเค้าเป็นคนที่อัธยาศัยดี น่ารัก คอยช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นผมหรือเพื่อนที่มีความพิการรุนแรง หลังจากนั้นเริ่มพูดคุยคบหากันนอกจากเวลางาน ทำให้รู้สึกว่า น้องน่าสนใจมาก แค่เพื่อนคงไม่พอแล้ว คิดว่าถ้าเป็นไปได้หรือถ้าเราเป็นแฟนกันมันน่าจะดี แต่ถ้าคิดถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่า ผม ครอบครัวผม ข้อเสียเขา การที่ไปอยู่ด้วยกัน ปัญหาอุปสรรคต่างๆ มีโจทย์ขึ้นมามาก พยายามที่จะหาวิธีแก้ไขร่วมกัน สำหรับตูน ในความคิดส่วนตัวคิดไว้เหมือนกันว่า น่าจะมีปัญหาอย่างน้อยคือ เรื่องของความพิการที่เขาพิการมากกว่า สมมุติอยู่ด้วยกันหรือว่าเป็นแฟนกันจะไปรอดหรือไม่ แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องครอบครัว คิดว่า ถ้าเราดูแลเขาได้ คงทำให้ครอบครัวเข้าใจได้
อุปสรรคด่านต่อไปสำหรับพี่องอาจคือ ครอบครัวของผมจะมีแม่เป็นคนที่คอยดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง ซึ่งในสายตาของแม่ ผมเองเหมือนกับเป็นเด็กตลอดชีวิต การไปไหนมาไหน เขาไม่อยากให้ไป ถึงกระทั่งต้องออกจากงานมาคอยดูแลผม ไม่ว่าจะไปไหนต้องติดตามไปตลอดทุกที่ แล้วมีคําพูดอยู่เสมอว่า “มันไม่มีใครดูแลเราได้หรอกนอกจากแม่เท่านั้น” สำหรับการ์ตูน เริ่มจากเรื่องเพื่อนไม่มีปัญหา เพราะส่วนมากเพื่อนของตูนเป็นเพื่อนที่ไม่พิการ เขาเห็นว่า ในเมื่อเราเป็นคนพิการแล้วเรามีแฟนเป็นคนพิการมันก็น่าจะเหมาะสม แต่เขาค่อนข้างห่างกันกับเราพอสมควร เพื่อนบางคนอาจจะคิดไปถึงว่า อยู่ด้วยกันได้นะแต่ถ้ามีลูกอาจจะลําบาก จึงบอกว่า อันนั้นมันคืออนาคตพยายามคุยกับเพื่อนซึ่งเพื่อนเข้าใจ ปัญหาของตูนที่ใหญ่สำหรับพี่อาจ คือ แม่เหมือนกัน ท่านยังมองว่า เราเป็นเด็กแล้วอายุน้อย ถึงแม้ว่าเราจะพิการ ท่านยังมีความหวังว่าเราจะได้คนดูแลเราที่อาจจะไม่ใช่คนพิการหรือว่าดีกว่านี้ที่สามารถฝากเราไว้กับคนๆ นี้ได้ จึงเลือกที่จะค่อยๆ ให้ได้รู้ว่า ตอนนี้มีเพื่อนสนิทต่างเพศ คือคนนี้ และทำให้ท่านมั่นใจว่า ถึงแม้จะพิการแต่เราเป็นที่พึ่งของครอบครัว ของแม่ได้ เวลาท่านมีปัญหาสามารถพูดคุยกับเราได้ ปรึกษาได้ ฉะนั้นอนาคตเราโตขึ้นเวลาที่เรามีคู่เราเลือกคู่ อยากให้ท่านมั่นใจว่า เราคิดดีแล้ว แต่ว่าที่บ้านเป็นครอบครัวคนจีน แม่บอกว่า พอแต่งงานไปแล้วหรือว่าพอมีแฟนไปแล้วเหมือนเราเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง ท่านจะกลับเข้ามาดูแลเราเหมือนเราเป็นลูกท่านที่ยังไม่มีใครดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่เราจะไปอยู่ด้วย ฝากชีวิตไว้ต้องเป็นคนที่ดูแลเราได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่พี่อาจต้องสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวตูนว่าสามารถดูแลตูนได้ ซึ่งพี่เขาทำได้นอกจากเป็นที่พึ่งให้ตูน เป็นเสาหลักให้ตูน บางทียังช่วยในเรื่องที่สามารถช่วยได้กับครอบครัวของตูน แม่เริ่มค่อยๆ ทำความเข้าใจและรับได้ที่เรามีแฟน พี่อาจเล่าว่า ค่อยๆ เริ่มให้ท่านได้รู้จักการ์ตูน ตอนที่อยู่นอกบ้าน หลังจากนั้นเริ่มชวนมาที่บ้าน โดยให้ที่บ้านจัดรถไปรับในระหว่างที่พูดคุยกัน มีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่านเริ่มรู้สึกว่า น่าจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คบหากัน ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ได้มีโอกาสที่จะใกล้ชิดกันมากขึ้น วันเวลาผ่านไปการ์ตูนทำให้ท่านเห็นว่า สามารถที่จะช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่เคยทำให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องอะไรต่างๆ จนสุดท้ายเปิดโอกาส นอกจากนั้นยังบอกอีกว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอก เริ่มที่จะสนับสนุนเราด้วยซ้ำ
พี่อาจกล่าวว่า ถือว่าโชคดีที่ทางบ้าน ครอบครัวเราทั้งสองคนเข้าใจ เปิดโอกาส พี่อาจคิดว่า สิ่งที่เราได้รับโชคดีตรงนี้เริ่มจากที่เราสองคน ตอนที่เราจะคบกัน คุยกันว่า เราจะคบกันมันเกิดจากความสงสารซึ่งก็กันและกันหรือเปล่า หรือว่าเราจะคบกันอยู่ด้วยกัน มันเกิดสาเหตุอะไร จริงๆ แล้วเรื่องความพิการ เรื่องการสงสารอยากจะช่วยเหลือไม่มีทั้งคู่ เพียงแต่ว่า เรามีใจที่ตรงกันอยากจะอยู่ร่วมกัน อยากจะใช้พื้นที่ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญ หากเราเริ่มจากความสงสารซึ่งกันและกัน คิดว่าวันหนึ่งอาจจะหมดความสงสารได้ แต่ถ้าเราไม่เกิดด้วยความรักซึ่งกันและกันอุปสรรคที่เจอกันมันมากมายเลย ทั้งเรื่องของตัวเรา เรื่องของสังคมภายนอก แต่เราสามารถผ่านมาได้เพราะมีจิตใจที่แน่วแน่ต่อกัน
ในปี พ.ศ. 2553 ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่ การ์ตูนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวเหมือนกับว่า เราได้เรียนรู้ถึงแม้จะเป็นคนพิการ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่งงานกันได้ ดูแลซึ่งกันและกันได้ รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องเราด้วย หลังจากที่ท่านเข้าใจ ยอมรับ และคอยสนับสนุนช่วยเหลือ ซึ่งบางครอบครัวอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ จากที่แม่ของการ์ตูนเคยบอกว่า “พอแต่งงานไปแล้วเหมือนกับเป็นคนนอก” แต่ตอนนี้ไม่เห็นเหมือนเป็นคนนอก ยังดูแลเป็นห่วงเราเหมือนเดิม จึงคิดว่าการที่เราตัดสินใจอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่อยู่ด้วยกันเห็นถึงความตั้งใจ ความพยายามของพี่อาจ ที่พยายามจะดูแลเรา ไม่ให้เราลําบากหรือลําบากน้อยที่สุด ด้วยความพิการที่มากกว่า แล้วแม่พี่อาจท่านอายุเยอะขึ้นทุกปี ซึ่งปัจจุบันท่านไม่มีแรงช่วยพี่องอาจได้เหมือนเดิม จะมีน้องชายคอยช่วยบ้างแต่เขาทำงานประจำ ฉะนั้นคนช่วยหลักเป็นการ์ตูน ที่คอยช่วยเหลือในเรื่องของกิจวัตรประจำวัน พี่อาจพยายามหาเครื่องมือที่เบาแรง อย่างเช่น เช็ดตัวแต่งตัวอาบน้ำมีน้องเขาคอยช่วย แต่เวลาที่จะยก อุ้มจากเตียงขึ้นนั่งบนรถวีลแชร์ พี่อาจคิดอุปกรณ์ที่ยกตัวมาติดไว้ที่เตียงนอนเพื่อยกพี่อาจขึ้นไปนั่งบนวีลแชร์ ตูนก็เหนื่อยน้อยลงทำให้รู้สึกว่า “เขารักเรานะถึงได้ทำให้” เขาทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน เก็บเงินซื้อรถเพื่อที่จะได้พาเราไปพบแพทย์ ไปเที่ยว ไปทำงาน เขาสามารถทำได้ คือหาความสะดวกสบายให้เรามากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ด้วยมือของเขาเอง รู้สึกว่า “โอ้โหมันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก คือผู้ชายคนหนึ่งที่มีความพิการขนาดนี้แต่เขาทำเพื่อเราได้ขนาดนี้”
คุณองอาจ แก่นทอง กล่าวแนะนำตัวและพูดถึงสาเหตุความพิการว่า เกิดจากการกระโดดน้ำ แล้วหัวไปกระแทกกับพื้นทรายใต้น้ำ ทำให้กระดูกต้นคอ T4 และ T5 ได้รับบาดเจ็บส่งผลให้เป็นอัมพาต ปัจจุบันทำงาน ที่ ศูนย์การดำรงชีวิตอิสระของคนพิการจังหวัดชลบุรี หรือ IL ชลบุรี ใช้วีลแชร์ไฟฟ้าเพราะแขนสองข้างอ่อนแรงมาก
ทั้งสองท่านเจอกันได้อย่างไร คุณชญาดา เล่าว่า เคยคิดถ้าเจอกันเร็วกว่านี้คงจะดี ดิฉันมีความรู้สึกอยากช่วยเหลือ ถ้าไม่ใช่คนพิการจะช่วยเหลือได้มากกว่านี้ เจอกันตั้งแต่ปี 2548 สมัยพิการใหม่ๆ เข้ามาทำงานศูนย์ IL อยู่ที่พัทยา เจอกันที่ทำงาน ซึ่งดิฉันเป็นเจ้าหน้าที่ พี่เขาเป็นอาสาสมัครคนพิการ ทำงานช่วยเหลือคนพิการ ภาพความประทับใจ น่าจะเป็นเรื่องที่พี่เขาเป็นคนพิการมากแต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในเรื่องที่สามารถทำได้ และยังเป็นอาสาสมัครไปช่วยเหลือเพื่อนคนพิการอีก หรือแม้แต่กระทั่งดิฉัน พี่เขาเอาประสบการณ์ของตัวเองมาสอนให้เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนความพิการ คุณองอาจ เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้เจอรู้สึกเฉยๆ เพราะไม่ได้คิดอะไร ไม่คิดจะมีคนรักหรือแฟน แต่พอได้ทำงานร่วมกัน เริ่มรู้สึกว่าน้องเค้าเป็นคนที่อัธยาศัยดี น่ารัก คอยช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นผมหรือเพื่อนที่มีความพิการรุนแรง หลังจากนั้นเริ่มพูดคุยคบหากันนอกจากเวลางาน ทำให้รู้สึกว่า น้องน่าสนใจมาก แค่เพื่อนคงไม่พอแล้ว คิดว่าถ้าเป็นไปได้หรือถ้าเราเป็นแฟนกันมันน่าจะดี แต่ถ้าคิดถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่า ผม ครอบครัวผม ข้อเสียเขา การที่ไปอยู่ด้วยกัน ปัญหาอุปสรรคต่างๆ มีโจทย์ขึ้นมามาก พยายามที่จะหาวิธีแก้ไขร่วมกัน สำหรับตูน ในความคิดส่วนตัวคิดไว้เหมือนกันว่า น่าจะมีปัญหาอย่างน้อยคือ เรื่องของความพิการที่เขาพิการมากกว่า สมมุติอยู่ด้วยกันหรือว่าเป็นแฟนกันจะไปรอดหรือไม่ แต่ไม่ได้คิดถึงเรื่องครอบครัว คิดว่า ถ้าเราดูแลเขาได้ คงทำให้ครอบครัวเข้าใจได้
อุปสรรคด่านต่อไปสำหรับพี่องอาจคือ ครอบครัวของผมจะมีแม่เป็นคนที่คอยดูแลช่วยเหลือทุกอย่าง ซึ่งในสายตาของแม่ ผมเองเหมือนกับเป็นเด็กตลอดชีวิต การไปไหนมาไหน เขาไม่อยากให้ไป ถึงกระทั่งต้องออกจากงานมาคอยดูแลผม ไม่ว่าจะไปไหนต้องติดตามไปตลอดทุกที่ แล้วมีคําพูดอยู่เสมอว่า “มันไม่มีใครดูแลเราได้หรอกนอกจากแม่เท่านั้น” สำหรับการ์ตูน เริ่มจากเรื่องเพื่อนไม่มีปัญหา เพราะส่วนมากเพื่อนของตูนเป็นเพื่อนที่ไม่พิการ เขาเห็นว่า ในเมื่อเราเป็นคนพิการแล้วเรามีแฟนเป็นคนพิการมันก็น่าจะเหมาะสม แต่เขาค่อนข้างห่างกันกับเราพอสมควร เพื่อนบางคนอาจจะคิดไปถึงว่า อยู่ด้วยกันได้นะแต่ถ้ามีลูกอาจจะลําบาก จึงบอกว่า อันนั้นมันคืออนาคตพยายามคุยกับเพื่อนซึ่งเพื่อนเข้าใจ ปัญหาของตูนที่ใหญ่สำหรับพี่อาจ คือ แม่เหมือนกัน ท่านยังมองว่า เราเป็นเด็กแล้วอายุน้อย ถึงแม้ว่าเราจะพิการ ท่านยังมีความหวังว่าเราจะได้คนดูแลเราที่อาจจะไม่ใช่คนพิการหรือว่าดีกว่านี้ที่สามารถฝากเราไว้กับคนๆ นี้ได้ จึงเลือกที่จะค่อยๆ ให้ได้รู้ว่า ตอนนี้มีเพื่อนสนิทต่างเพศ คือคนนี้ และทำให้ท่านมั่นใจว่า ถึงแม้จะพิการแต่เราเป็นที่พึ่งของครอบครัว ของแม่ได้ เวลาท่านมีปัญหาสามารถพูดคุยกับเราได้ ปรึกษาได้ ฉะนั้นอนาคตเราโตขึ้นเวลาที่เรามีคู่เราเลือกคู่ อยากให้ท่านมั่นใจว่า เราคิดดีแล้ว แต่ว่าที่บ้านเป็นครอบครัวคนจีน แม่บอกว่า พอแต่งงานไปแล้วหรือว่าพอมีแฟนไปแล้วเหมือนเราเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง ท่านจะกลับเข้ามาดูแลเราเหมือนเราเป็นลูกท่านที่ยังไม่มีใครดูแลไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่เราจะไปอยู่ด้วย ฝากชีวิตไว้ต้องเป็นคนที่ดูแลเราได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่พี่อาจต้องสร้างความมั่นใจให้กับครอบครัวตูนว่าสามารถดูแลตูนได้ ซึ่งพี่เขาทำได้นอกจากเป็นที่พึ่งให้ตูน เป็นเสาหลักให้ตูน บางทียังช่วยในเรื่องที่สามารถช่วยได้กับครอบครัวของตูน แม่เริ่มค่อยๆ ทำความเข้าใจและรับได้ที่เรามีแฟน พี่อาจเล่าว่า ค่อยๆ เริ่มให้ท่านได้รู้จักการ์ตูน ตอนที่อยู่นอกบ้าน หลังจากนั้นเริ่มชวนมาที่บ้าน โดยให้ที่บ้านจัดรถไปรับในระหว่างที่พูดคุยกัน มีความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ท่านเริ่มรู้สึกว่า น่าจะเปิดโอกาสให้ทั้งสองได้คบหากัน ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ได้มีโอกาสที่จะใกล้ชิดกันมากขึ้น วันเวลาผ่านไปการ์ตูนทำให้ท่านเห็นว่า สามารถที่จะช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่างที่แม่เคยทำให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องอะไรต่างๆ จนสุดท้ายเปิดโอกาส นอกจากนั้นยังบอกอีกว่า ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอก เริ่มที่จะสนับสนุนเราด้วยซ้ำ
พี่อาจกล่าวว่า ถือว่าโชคดีที่ทางบ้าน ครอบครัวเราทั้งสองคนเข้าใจ เปิดโอกาส พี่อาจคิดว่า สิ่งที่เราได้รับโชคดีตรงนี้เริ่มจากที่เราสองคน ตอนที่เราจะคบกัน คุยกันว่า เราจะคบกันมันเกิดจากความสงสารซึ่งก็กันและกันหรือเปล่า หรือว่าเราจะคบกันอยู่ด้วยกัน มันเกิดสาเหตุอะไร จริงๆ แล้วเรื่องความพิการ เรื่องการสงสารอยากจะช่วยเหลือไม่มีทั้งคู่ เพียงแต่ว่า เรามีใจที่ตรงกันอยากจะอยู่ร่วมกัน อยากจะใช้พื้นที่ด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า เป็นเรื่องสำคัญ หากเราเริ่มจากความสงสารซึ่งกันและกัน คิดว่าวันหนึ่งอาจจะหมดความสงสารได้ แต่ถ้าเราไม่เกิดด้วยความรักซึ่งกันและกันอุปสรรคที่เจอกันมันมากมายเลย ทั้งเรื่องของตัวเรา เรื่องของสังคมภายนอก แต่เราสามารถผ่านมาได้เพราะมีจิตใจที่แน่วแน่ต่อกัน
ในปี พ.ศ. 2553 ทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับทั้งคู่ การ์ตูนกล่าวว่า ความสัมพันธ์ของครอบครัวเหมือนกับว่า เราได้เรียนรู้ถึงแม้จะเป็นคนพิการ สามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แต่งงานกันได้ ดูแลซึ่งกันและกันได้ รวมไปถึงพ่อแม่พี่น้องเราด้วย หลังจากที่ท่านเข้าใจ ยอมรับ และคอยสนับสนุนช่วยเหลือ ซึ่งบางครอบครัวอาจจะไม่ได้เป็นแบบนี้ จากที่แม่ของการ์ตูนเคยบอกว่า “พอแต่งงานไปแล้วเหมือนกับเป็นคนนอก” แต่ตอนนี้ไม่เห็นเหมือนเป็นคนนอก ยังดูแลเป็นห่วงเราเหมือนเดิม จึงคิดว่าการที่เราตัดสินใจอยู่ด้วยกันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หลังจากที่อยู่ด้วยกันเห็นถึงความตั้งใจ ความพยายามของพี่อาจ ที่พยายามจะดูแลเรา ไม่ให้เราลําบากหรือลําบากน้อยที่สุด ด้วยความพิการที่มากกว่า แล้วแม่พี่อาจท่านอายุเยอะขึ้นทุกปี ซึ่งปัจจุบันท่านไม่มีแรงช่วยพี่องอาจได้เหมือนเดิม จะมีน้องชายคอยช่วยบ้างแต่เขาทำงานประจำ ฉะนั้นคนช่วยหลักเป็นการ์ตูน ที่คอยช่วยเหลือในเรื่องของกิจวัตรประจำวัน พี่อาจพยายามหาเครื่องมือที่เบาแรง อย่างเช่น เช็ดตัวแต่งตัวอาบน้ำมีน้องเขาคอยช่วย แต่เวลาที่จะยก อุ้มจากเตียงขึ้นนั่งบนรถวีลแชร์ พี่อาจคิดอุปกรณ์ที่ยกตัวมาติดไว้ที่เตียงนอนเพื่อยกพี่อาจขึ้นไปนั่งบนวีลแชร์ ตูนก็เหนื่อยน้อยลงทำให้รู้สึกว่า “เขารักเรานะถึงได้ทำให้” เขาทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน เก็บเงินซื้อรถเพื่อที่จะได้พาเราไปพบแพทย์ ไปเที่ยว ไปทำงาน เขาสามารถทำได้ คือหาความสะดวกสบายให้เรามากที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ด้วยมือของเขาเอง รู้สึกว่า “โอ้โหมันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก คือผู้ชายคนหนึ่งที่มีความพิการขนาดนี้แต่เขาทำเพื่อเราได้ขนาดนี้”


