“เมืองเพื่อรถยนต์หรือเมืองที่เป็นมิตรกับคน”
คุณสว่าง ศรีสม บรรยายว่า ในยุค 1970 หรือเมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว เกิดการเคลื่อนไหวที่นำมาสู่การตั้งคำถามว่า “ควรจะออกแบบเมืองเพื่อรถยนต์หรือออกแบบเมืองที่ทำให้คนอยู่ได้ง่าย” ในยุคนั้นเมื่อ 50 ปีที่แล้วเกิดขบวนการที่เรียกว่า “ขบวนการสต๊อป เดอ คินเดอร์มูร์ด (Stop de Kindermoord)” ในประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้น หากแปลเป็นภาษาไทยคือ เป็นการหยุดการฆ่าเด็กแต่ฆ่าในที่นี้ไม่ได้หมายความว่ามีการสังหารเด็ก เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่งในเนเธอร์แลนด์ คือ ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ความทันสมัยมีการนำเอาแนวคิดเรื่องของการใช้รถยนต์เข้ามาและเริ่มมีการพัฒนาถนน เมื่อมีถนนรถยนต์ก็ทำให้มีอุบัติเหตุมากขึ้น แล้วก็มีเด็กๆ เป็นเหยื่อของอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างมาก เพื่อที่จะโต้ตอบการเสียชีวิตของเด็กจำนวนมากจากอุบัติเหตุทางการจราจร การเคลื่อนไหวการหยุดฆ่าเด็กหรือว่าขบวนการสต๊อป เดอ คินเดอร์มูร์ด (Stop de Kindermoord) หรือ สต๊อป เดอะ ไชดฺ เมอเดอร์ (stop the child murder) การเคลื่อนไหวเริ่มต้นมาจากกลุ่มบรรดาแม่ ๆ และพลเมืองที่กังวลเกี่ยวกับสภาพการจราจรที่ไม่ปลอดภัยในชุมชนของตัวเอง
“ขบวนการ Stop de Kindermoord” หรือ “stop the child murder” เป็นคำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักข่าวท่านหนึ่ง ชื่อคุณวิรันกันฮอป ซึ่งเป็นผู้สูญเสียลูกของตัวเองในอุบัติเหตุทางถนน แล้วคุณวิรันกันฮอป ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนจำนวนมาก ทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นโดยเฉพาะแม่ของเด็กที่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของความไม่ปลอดภัยของถนนได้มารวมตัวกัน นัดทำกิจกรรมในบรรดาเเม่ๆ มีการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยมีการเดินขบวนรณรงค์ประท้วงเข้าไปในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ไปกันทุกเมือง เรียกร้องขอถนนปลอดภัยและกฎระเบียบการจราจรที่ดีกว่าเดิม ในบางกรณีบรรดาแม่และผู้ประท้วงมีการปิดถนนสี่แยก แล้วให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นกลางถนนเพราะว่า นี่คือสิ่งที่บรรดาแม่ต้องการคือ ต้องการให้เด็กมีที่วิ่งเล่นที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรถชน การอารยะขัดขืนมีจุดประสงค์เพื่อที่จะให้รัฐบาลได้เห็นว่า พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและคนเดินเท้ามีความสำคัญมากขนาดไหน รวมทั้งมีการไปเจรจากับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การเคลื่อนไหวที่ส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวในระดับประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้เข้าพบกับนักการเมือง มีการกดดันให้มีการนำเอามาตรการควบคุมความเร็ว ปริมาณจราจร หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Traffic Calming major มาใช้ในพื้นที่ชุมชน ยกตัวอย่างให้เห็นเข้าใจง่ายๆ Traffic Calming major หรือว่า มาตรการควบคุมความเร็ว ปริมาณจราจร เช่น หลังเต่าเป็นเนินที่เราคงจะเคยเห็นเวลาที่ขับรถไป จะมีเนินเตี้ยๆ ที่ทำให้รถชะลอความเร็วลงในพื้นที่ชุมชน
การหยุดการฆ่าเด็ก เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน การวางผังเมืองในเนเธอร์แลนด์ ด้วยความพยายามของกลุ่มคนเหล่านี้รวมถึงบรรดาแม่ ๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหว รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์รับฟังแล้วเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทางจักรยานกลับมา มีการเพิ่มมาตรการปรับปรุงการจราจร เพิ่มพื้นที่ทางเดินเท้าให้กว้างขึ้นทำได้โดยการลดขนาดของเลนส์ถนน เพราะเมื่อรถวิ่งในเลนที่แคบลงในพื้นที่ชุมชน โดยธรรมชาติจะขับขี่ช้าลงหรือเมื่อจำนวนเลนถนนไม่มากเกินไป เช่น มีแค่สองเลนสวนกันจะทำให้คนไม่ค่อยอยากขับรถจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการเดินทางแทน เป็นการช่วยลดการจราจรที่ติดขัดและลดมลพิษได้ด้วย อันนี้เป็นมาตรการที่ทางเนเธอร์แลนด์ได้นำมาใช้ และตั้งแต่นั้นจะเห็นได้ว่าประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเมืองจักรยาน และเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางถนนสูงสุดติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นแบบนี้จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการที่ประชาชนเห็นปัญหา เป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นประชาชนที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญที่จะเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมของตัวเองและทำอย่างต่อเนื่องมีความสมเหตุสมผล การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น แต่ว่ามันก็จะมีจุดเริ่มต้นหลังจากนั้น ทำให้ทั่วโลกเริ่มหันกลับมาคิดว่าเราควรจะรักษาสมดุลในการพัฒนาอย่างไรระหว่างพัฒนาให้รถยังคงวิ่งได้และคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนอยู่ในย่านเมืองต่างๆ ปลอดภัยจากการจราจร จะออกแบบเมืองเพื่อรถยนต์อย่างเดียวหรือจะออกแบบเมืองให้สมดุล คือทุกคนก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง
2. โครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้าและจักรยานมีจำกัดไหม เมืองเพื่อรถยนต์ทางเท้ามักจะคับแคบแล้วก็ไม่ได้รับการดูแลให้ใช้งานได้ดีหรือว่าบางจุดอาจจะไม่มีทางเท้าเลย รวมถึงไม่มีเลนที่จัดไว้สำหรับจักรยานหรือทางจักรยาน แล้วการที่ทางเท้าแคบลงส่วนใหญ่เป็นเพราะว่า ทางเท้าเคยกว้างแต่ถูกเฉือนไปทำถนนเพื่อที่จะรองรับการจราจรที่คับคั่ง
3. ระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ เมืองเพื่อรถยนต์มักจะมีปัญหาเรื่องขนส่งสาธารณะที่อาจมีไม่เพียงพอหรือว่าไม่มีเลย หรือว่ามีแต่ไม่ทั่วถึง อาจจะมีความถี่น้อยมักจะไม่ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี
4. เรื่องของการมีที่จอดรถกว้างจำนวนมาก เมืองเพื่อรถยนต์ให้ความสำคัญกับที่จอดรถ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า พื้นที่สาธารณะ ตึก บ้านต่างๆ มักถูกเปลี่ยนให้เป็นที่จอดรถ และอาจไม่ได้มีแค่ชั้นเดียวหรือสองชั้น อาจจะเป็นสองชั้นสามชั้นหรือมากกว่านั้น ทำให้เสียพื้นที่ใช้สอยของเมืองไปค่อนข้างมาก คือแทนที่เมืองจะได้เอาพื้นที่นี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแต่เอามาไว้ให้รถจอด ซึ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนา
5. การขยายตัวของเมืองแบบกระจัดกระจาย เมืองเพื่อรถยนต์มีลักษณะที่กระจายตัวของเมืองในลักษณะที่กระจัดกระจายออกไปจากศูนย์กลางของเมือง มีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยน้อย เนื่องจากจะเห็นว่าพอไปอยู่นอกเมืองอาจมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า บ้านราคาถูกกว่า จึงเลือกไปอยู่นอกเมืองและการที่จะให้คนอยู่นอกเมืองเข้ามาทำงานในเมืองได้ต้องอาศัยการขับรถ ดังนั้นจึงเกิดโครงข่ายถนนที่กว้าง การใช้รถยนต์จำนวนมาก เพราะว่าคนที่อยู่กระจัดกระจายกันไม่สามารถใช้ขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่อยู่อาศัยของคนไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่กระจายแบบไม่มีทิศทาง เพราะฉะนั้นการจัดบริการขนส่งสาธารณะจึงทำได้ยาก คนก็จะพึ่งพารถยนต์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการส่งเสริมให้คนออกไปอยู่นอกเมือง จริงๆ บ้านเราก็เชื่อว่ามีปัญหาคล้ายๆ กัน อย่างในกรุงเทพฯ มีกรุงเทพปริมณฑลและคนส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อบ้านที่อยู่รอบนอกของกรุงเทพฯ แล้วขับรถยนต์เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการจราจรติดขัด
6. เรื่องการสัญจรด้วยเท้าซึ่งทำได้ค่อนข้างยากลำบาก เมืองเพื่อรถยนต์จุดหมายปลายทางมักจะอยู่ไกลจากกัน ยกตัวอย่างเช่น การขยายตัวของเมืองกระจัดกระจายออกไป อยู่ไกลจากกัน การที่เราจะเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อาจจะทำไม่ได้ หรืออาจจะได้แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากมีถนนกว้างมากเกินไป อาจจะเดินไม่สะดวกเสี่ยงถูกรถชนทำให้คนไม่อยากเดินแล้วหันไปใช้รถยนต์มากขึ้น มันจะเป็นวงเวียนอยู่แบบนี้ พอคนไม่อยากเดิน คนไปใช้รถยนต์มากขึ้น พอคนใช้รถยนต์มากขึ้นถนนก็จะต้องกว้างขึ้น เมื่อถนนกว้างขึ้นอีก ที่เดินยิ่งน้อยลงไป คนก็จะยิ่งไม่เดินมากขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อย การแก้ปัญหาการจราจรสุดท้ายทำไม่ได้แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เมืองอาจจะรู้สึกว่าจัดการการจราจรต่อไปไม่ไหวแล้ว
7. เรื่องรถติดและมลพิษ เมื่อมีการใช้รถยนต์หรือว่าพึ่งพาการใช้รถยนต์ในการเดินทางมากขึ้นจนนำไปสู่ปัญหารถติดและมลพิษทางอากาศ เนื่องจากการปล่อยควันเสีย
8. การมีมาตรการลดความเร็วหรือความหนาแน่นของการจราจรที่ไม่เพียงพอหรือว่ามีน้อยหรือว่ามีจำกัด เมืองเพื่อรถยนต์มักขาดมาตรการลดความเร็วและความหนาแน่นของการจราจร เช่น ไม่มีหลังเต่าหรือถนนที่เลนแคบซึ่งช่วยให้รถยนต์ขับช้าลง แล้วเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนเดินเท้าหรือว่าคนใช้จักรยาน
9. การใช้ประโยชน์ที่ดินจะให้ความสำคัญกับรถยนต์ เมืองเพื่อรถยนต์มักจะมีนโยบายหรือว่าการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ ที่จอดรถมากกว่าขนส่งสาธารณะ
10. พื้นที่สาธารณะลดน้อยลง เมืองเพื่อรถยนต์มักมีพื้นที่สาธารณะไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ลานกว้าง เนื่องจากว่าที่ดินถูกนำมาใช้สำหรับการสร้างถนนและที่จอดรถ
อีกเรื่องสำคัญ เมืองที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์อาจจะนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่นำไปสู่สภาวะน้ำหนักเกิน คือสภาพแวดล้อมที่อาจจะทำให้คนมีน้ำหนักเกิน เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในเมืองที่มีลักษณะแบบนี้มักจะนั่งนิ่งอยู่กับที่หรือว่าเคลื่อนไหวน้อย เช่น ออกจากบ้านอาจจะขับรถออกมา แล้วติดอยู่บนถนนประมาณสองชั่วโมง พอถึงที่ทำงานนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อาจเดินบ้างเวลาไปห้องน้ำ ไปรับประทานอาหาร ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการเดินที่เป็นประโยชน์ที่ทำให้มีสุขภาพดีได้
วิถีชีวิตแบบนี้นำไปสู่การเกิดโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะน้ำหนักเกินอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การออกแบบเมืองที่ทำให้คนไม่ค่อยเดินหรือเดินไม่สะดวกส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นด้วย การเห็นความสำคัญของการเดินแบบนี้ทำให้หลายเมืองทั่วโลก ภายหลังเริ่มปรับวิธีคิดในการพัฒนาเมือง คือ แทนที่จะมีถนนกว้าง หลังๆ เริ่มมีถนนแค่สองเลนสวนกันได้ บางจุดบล็อกไม่ให้รถยนต์ผ่านให้เป็นที่คนเดินอย่างเดียว แล้วเอาพื้นที่ถนนที่รถไม่ได้วิ่งแล้วมาเปลี่ยนเป็นทางเดิน เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ เปลี่ยนเป็นคลอง เปลี่ยนเป็นเลนจักรยาน เปลี่ยนเป็นทางเดินกว้างให้คนเดินได้ อาจจะมีการลดขนาดเลนถนนลง เช่น ที่ถนนออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นย่านที่มีร้านค้าแบรนด์เนมเป็นอย่างมาก ตอนที่มีการปรับปรุงประมาณปี 2543 มีเสียงต่อต้านจากประชาชนรวมถึงร้านค้าแบรนด์เนมที่อยู่บริเวณนั้น ถ้าทำให้ถนนแคบลงคนจะไม่ขับรถมาที่นี่หรือเปล่า แล้วเค้าจะมีลูกค้าน้อยลงหรือไม่แต่ปรากฏว่า ภายหลังการปรับปรุงมีทางเท้ากว้างมากขึ้น คนมาเดินเพิ่มขึ้น รถยนต์เหลือแค่สองเลนวิ่งสวนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีจำนวนคนเดินเข้าร้าน มีการสำรวจว่ามีคนเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในย่านนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
การศึกษาวิจัยจากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย พบว่าหากย่านใดมีทางเดินเท้าที่กว้าง ทางข้ามถนนที่ปลอดภัย บริเวณนั้นมีคนเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นจากปกติสูงกว่าเดิม 30 - 40% ถ้าสมมติว่า บ้านเราลองนำแนวคิดแบบนี้มาใช้ เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง วันหนึ่งอาจจะมีคนเดินเข้า 100 คนต่อวัน แต่พอปรับปรุงให้ทางเดินสะดวกมากขึ้นอาจเพิ่มเป็น 140 คนต่อวัน ส่งผลให้รายได้ของร้านก๋วยเตี๋ยวเพิ่มขึ้นด้วย ในประเทศไทยมีความพยายามทำถนนที่คนเดินได้อยู่บ้างและเริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้ เช่น ในอนาคตอันใกล้เทศบาลนครขอนแก่น มีการพัฒนาถนนที่ชื่อว่า ถนนรื่นรมย์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟขอนแก่นให้เป็นถนนเดินได้เดินดีรวมถึงคนใช้รถเข็นคนพิการสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกด้วย หากโครงการนี้แล้วเสร็จอย่างไร จะขอเชิญผู้ที่รับผิดชอบโครงการมาพูดคุยในรายการเพื่อเป็นแนวทางให้จังหวัดอื่นๆ พิจารณาหรือสนใจอยากทำบ้าง อย่างไรก็ดีการพัฒนาทุกอย่างจำเป็นจะต้องทำให้สมดุลและเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างเมืองที่ทั้งคนขับรถ คนใช้จักรยาน และคนเดินเท้าหรือว่าการเดินทางด้วยรูปแบบที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้ และผมก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนอยากมีเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่แค่เมืองที่เข้ามาอยู่ทำงานแล้วก็ทนกันไป วันหนี่งเลิกทำงานแล้วเราก็กลับบ้านไปปลูกผักเลี้ยงปลา แต่จริงๆ แล้วเราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองค่อนข้างนาน ควรจะต้องมีเมืองที่น่าอยู่ในระดับหนึ่งเพื่อให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตในเมืองด้วย เพราะฉะนั้นเมืองของเราควรจะต้องเป็นเมืองที่สมดุลสำหรับทุกคน
“ขบวนการ Stop de Kindermoord” หรือ “stop the child murder” เป็นคำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากนักข่าวท่านหนึ่ง ชื่อคุณวิรันกันฮอป ซึ่งเป็นผู้สูญเสียลูกของตัวเองในอุบัติเหตุทางถนน แล้วคุณวิรันกันฮอป ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งสร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ปกครองและประชาชนจำนวนมาก ทำให้เกิดการรวมตัวกันขึ้นโดยเฉพาะแม่ของเด็กที่มีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องของความไม่ปลอดภัยของถนนได้มารวมตัวกัน นัดทำกิจกรรมในบรรดาเเม่ๆ มีการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น โดยมีการเดินขบวนรณรงค์ประท้วงเข้าไปในเมืองใหญ่ เมืองเล็ก ไปกันทุกเมือง เรียกร้องขอถนนปลอดภัยและกฎระเบียบการจราจรที่ดีกว่าเดิม ในบางกรณีบรรดาแม่และผู้ประท้วงมีการปิดถนนสี่แยก แล้วให้เด็กๆ มาวิ่งเล่นกลางถนนเพราะว่า นี่คือสิ่งที่บรรดาแม่ต้องการคือ ต้องการให้เด็กมีที่วิ่งเล่นที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกรถชน การอารยะขัดขืนมีจุดประสงค์เพื่อที่จะให้รัฐบาลได้เห็นว่า พื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับเด็กและคนเดินเท้ามีความสำคัญมากขนาดไหน รวมทั้งมีการไปเจรจากับนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การเคลื่อนไหวที่ส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวในระดับประชาชนอย่างเดียวเท่านั้น กลุ่มนักเคลื่อนไหวได้เข้าพบกับนักการเมือง มีการกดดันให้มีการนำเอามาตรการควบคุมความเร็ว ปริมาณจราจร หรือเรียกภาษาอังกฤษว่า Traffic Calming major มาใช้ในพื้นที่ชุมชน ยกตัวอย่างให้เห็นเข้าใจง่ายๆ Traffic Calming major หรือว่า มาตรการควบคุมความเร็ว ปริมาณจราจร เช่น หลังเต่าเป็นเนินที่เราคงจะเคยเห็นเวลาที่ขับรถไป จะมีเนินเตี้ยๆ ที่ทำให้รถชะลอความเร็วลงในพื้นที่ชุมชน
การหยุดการฆ่าเด็ก เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับเรื่องของความปลอดภัยบนท้องถนน การวางผังเมืองในเนเธอร์แลนด์ ด้วยความพยายามของกลุ่มคนเหล่านี้รวมถึงบรรดาแม่ ๆ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ริเริ่มการเคลื่อนไหว รัฐบาลของเนเธอร์แลนด์รับฟังแล้วเริ่มลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยมากขึ้น เช่น ทางจักรยานกลับมา มีการเพิ่มมาตรการปรับปรุงการจราจร เพิ่มพื้นที่ทางเดินเท้าให้กว้างขึ้นทำได้โดยการลดขนาดของเลนส์ถนน เพราะเมื่อรถวิ่งในเลนที่แคบลงในพื้นที่ชุมชน โดยธรรมชาติจะขับขี่ช้าลงหรือเมื่อจำนวนเลนถนนไม่มากเกินไป เช่น มีแค่สองเลนสวนกันจะทำให้คนไม่ค่อยอยากขับรถจะเปลี่ยนไปใช้วิธีการอื่นในการเดินทางแทน เป็นการช่วยลดการจราจรที่ติดขัดและลดมลพิษได้ด้วย อันนี้เป็นมาตรการที่ทางเนเธอร์แลนด์ได้นำมาใช้ และตั้งแต่นั้นจะเห็นได้ว่าประเทศเนเธอร์แลนด์เป็นเมืองจักรยาน และเป็นประเทศที่มีความปลอดภัยทางถนนสูงสุดติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นแบบนี้จนถึงปัจจุบัน เห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากการที่ประชาชนเห็นปัญหา เป็นคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เป็นประชาชนที่มีความเข้มแข็ง กล้าหาญที่จะเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรมของตัวเองและทำอย่างต่อเนื่องมีความสมเหตุสมผล การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้นได้ ประเทศเนเธอร์แลนด์เมื่อก่อนไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็น แต่ว่ามันก็จะมีจุดเริ่มต้นหลังจากนั้น ทำให้ทั่วโลกเริ่มหันกลับมาคิดว่าเราควรจะรักษาสมดุลในการพัฒนาอย่างไรระหว่างพัฒนาให้รถยังคงวิ่งได้และคนที่อาศัยอยู่ในชุมชนอยู่ในย่านเมืองต่างๆ ปลอดภัยจากการจราจร จะออกแบบเมืองเพื่อรถยนต์อย่างเดียวหรือจะออกแบบเมืองให้สมดุล คือทุกคนก็สามารถใช้งานร่วมกันได้ไม่หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง
- สัญญาณที่มีบ่งบอกว่าเราเป็นเมืองรถยนต์
2. โครงสร้างพื้นฐานสำหรับคนเดินเท้าและจักรยานมีจำกัดไหม เมืองเพื่อรถยนต์ทางเท้ามักจะคับแคบแล้วก็ไม่ได้รับการดูแลให้ใช้งานได้ดีหรือว่าบางจุดอาจจะไม่มีทางเท้าเลย รวมถึงไม่มีเลนที่จัดไว้สำหรับจักรยานหรือทางจักรยาน แล้วการที่ทางเท้าแคบลงส่วนใหญ่เป็นเพราะว่า ทางเท้าเคยกว้างแต่ถูกเฉือนไปทำถนนเพื่อที่จะรองรับการจราจรที่คับคั่ง
3. ระบบขนส่งสาธารณะไม่เพียงพอ เมืองเพื่อรถยนต์มักจะมีปัญหาเรื่องขนส่งสาธารณะที่อาจมีไม่เพียงพอหรือว่าไม่มีเลย หรือว่ามีแต่ไม่ทั่วถึง อาจจะมีความถี่น้อยมักจะไม่ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดี
4. เรื่องของการมีที่จอดรถกว้างจำนวนมาก เมืองเพื่อรถยนต์ให้ความสำคัญกับที่จอดรถ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า พื้นที่สาธารณะ ตึก บ้านต่างๆ มักถูกเปลี่ยนให้เป็นที่จอดรถ และอาจไม่ได้มีแค่ชั้นเดียวหรือสองชั้น อาจจะเป็นสองชั้นสามชั้นหรือมากกว่านั้น ทำให้เสียพื้นที่ใช้สอยของเมืองไปค่อนข้างมาก คือแทนที่เมืองจะได้เอาพื้นที่นี้ไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นแต่เอามาไว้ให้รถจอด ซึ่งไม่ได้สร้างประโยชน์ในเรื่องของการพัฒนา
5. การขยายตัวของเมืองแบบกระจัดกระจาย เมืองเพื่อรถยนต์มีลักษณะที่กระจายตัวของเมืองในลักษณะที่กระจัดกระจายออกไปจากศูนย์กลางของเมือง มีความหนาแน่นของที่อยู่อาศัยน้อย เนื่องจากจะเห็นว่าพอไปอยู่นอกเมืองอาจมีค่าใช้จ่ายถูกกว่า บ้านราคาถูกกว่า จึงเลือกไปอยู่นอกเมืองและการที่จะให้คนอยู่นอกเมืองเข้ามาทำงานในเมืองได้ต้องอาศัยการขับรถ ดังนั้นจึงเกิดโครงข่ายถนนที่กว้าง การใช้รถยนต์จำนวนมาก เพราะว่าคนที่อยู่กระจัดกระจายกันไม่สามารถใช้ขนส่งสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากที่อยู่อาศัยของคนไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม แต่กระจายแบบไม่มีทิศทาง เพราะฉะนั้นการจัดบริการขนส่งสาธารณะจึงทำได้ยาก คนก็จะพึ่งพารถยนต์ค่อนข้างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการส่งเสริมให้คนออกไปอยู่นอกเมือง จริงๆ บ้านเราก็เชื่อว่ามีปัญหาคล้ายๆ กัน อย่างในกรุงเทพฯ มีกรุงเทพปริมณฑลและคนส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อบ้านที่อยู่รอบนอกของกรุงเทพฯ แล้วขับรถยนต์เข้ามาทำงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการจราจรติดขัด
6. เรื่องการสัญจรด้วยเท้าซึ่งทำได้ค่อนข้างยากลำบาก เมืองเพื่อรถยนต์จุดหมายปลายทางมักจะอยู่ไกลจากกัน ยกตัวอย่างเช่น การขยายตัวของเมืองกระจัดกระจายออกไป อยู่ไกลจากกัน การที่เราจะเดินจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง อาจจะทำไม่ได้ หรืออาจจะได้แต่ว่าอาจจะไม่ค่อยปลอดภัย เนื่องจากมีถนนกว้างมากเกินไป อาจจะเดินไม่สะดวกเสี่ยงถูกรถชนทำให้คนไม่อยากเดินแล้วหันไปใช้รถยนต์มากขึ้น มันจะเป็นวงเวียนอยู่แบบนี้ พอคนไม่อยากเดิน คนไปใช้รถยนต์มากขึ้น พอคนใช้รถยนต์มากขึ้นถนนก็จะต้องกว้างขึ้น เมื่อถนนกว้างขึ้นอีก ที่เดินยิ่งน้อยลงไป คนก็จะยิ่งไม่เดินมากขึ้นไปอีก เป็นแบบนี้ไปเรื่อย การแก้ปัญหาการจราจรสุดท้ายทำไม่ได้แล้วเมื่อถึงจุดหนึ่งที่เมืองอาจจะรู้สึกว่าจัดการการจราจรต่อไปไม่ไหวแล้ว
7. เรื่องรถติดและมลพิษ เมื่อมีการใช้รถยนต์หรือว่าพึ่งพาการใช้รถยนต์ในการเดินทางมากขึ้นจนนำไปสู่ปัญหารถติดและมลพิษทางอากาศ เนื่องจากการปล่อยควันเสีย
8. การมีมาตรการลดความเร็วหรือความหนาแน่นของการจราจรที่ไม่เพียงพอหรือว่ามีน้อยหรือว่ามีจำกัด เมืองเพื่อรถยนต์มักขาดมาตรการลดความเร็วและความหนาแน่นของการจราจร เช่น ไม่มีหลังเต่าหรือถนนที่เลนแคบซึ่งช่วยให้รถยนต์ขับช้าลง แล้วเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนเดินเท้าหรือว่าคนใช้จักรยาน
9. การใช้ประโยชน์ที่ดินจะให้ความสำคัญกับรถยนต์ เมืองเพื่อรถยนต์มักจะมีนโยบายหรือว่าการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับรถยนต์ ที่จอดรถมากกว่าขนส่งสาธารณะ
10. พื้นที่สาธารณะลดน้อยลง เมืองเพื่อรถยนต์มักมีพื้นที่สาธารณะไม่มาก ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ ลานกว้าง เนื่องจากว่าที่ดินถูกนำมาใช้สำหรับการสร้างถนนและที่จอดรถ
อีกเรื่องสำคัญ เมืองที่ออกแบบมาเพื่อรถยนต์อาจจะนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่นำไปสู่สภาวะน้ำหนักเกิน คือสภาพแวดล้อมที่อาจจะทำให้คนมีน้ำหนักเกิน เนื่องจากผู้อยู่อาศัยในเมืองที่มีลักษณะแบบนี้มักจะนั่งนิ่งอยู่กับที่หรือว่าเคลื่อนไหวน้อย เช่น ออกจากบ้านอาจจะขับรถออกมา แล้วติดอยู่บนถนนประมาณสองชั่วโมง พอถึงที่ทำงานนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ อาจเดินบ้างเวลาไปห้องน้ำ ไปรับประทานอาหาร ซึ่งอาจไม่ได้เป็นการเดินที่เป็นประโยชน์ที่ทำให้มีสุขภาพดีได้
วิถีชีวิตแบบนี้นำไปสู่การเกิดโรคที่ไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภาวะน้ำหนักเกินอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การออกแบบเมืองที่ทำให้คนไม่ค่อยเดินหรือเดินไม่สะดวกส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนที่อยู่ในเมืองนั้นด้วย การเห็นความสำคัญของการเดินแบบนี้ทำให้หลายเมืองทั่วโลก ภายหลังเริ่มปรับวิธีคิดในการพัฒนาเมือง คือ แทนที่จะมีถนนกว้าง หลังๆ เริ่มมีถนนแค่สองเลนสวนกันได้ บางจุดบล็อกไม่ให้รถยนต์ผ่านให้เป็นที่คนเดินอย่างเดียว แล้วเอาพื้นที่ถนนที่รถไม่ได้วิ่งแล้วมาเปลี่ยนเป็นทางเดิน เปลี่ยนเป็นสวนสาธารณะ เปลี่ยนเป็นคลอง เปลี่ยนเป็นเลนจักรยาน เปลี่ยนเป็นทางเดินกว้างให้คนเดินได้ อาจจะมีการลดขนาดเลนถนนลง เช่น ที่ถนนออกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ เป็นย่านที่มีร้านค้าแบรนด์เนมเป็นอย่างมาก ตอนที่มีการปรับปรุงประมาณปี 2543 มีเสียงต่อต้านจากประชาชนรวมถึงร้านค้าแบรนด์เนมที่อยู่บริเวณนั้น ถ้าทำให้ถนนแคบลงคนจะไม่ขับรถมาที่นี่หรือเปล่า แล้วเค้าจะมีลูกค้าน้อยลงหรือไม่แต่ปรากฏว่า ภายหลังการปรับปรุงมีทางเท้ากว้างมากขึ้น คนมาเดินเพิ่มขึ้น รถยนต์เหลือแค่สองเลนวิ่งสวนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีจำนวนคนเดินเข้าร้าน มีการสำรวจว่ามีคนเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นทำให้เศรษฐกิจท้องถิ่นในย่านนั้นมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย
การศึกษาวิจัยจากหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือออสเตรเลีย พบว่าหากย่านใดมีทางเดินเท้าที่กว้าง ทางข้ามถนนที่ปลอดภัย บริเวณนั้นมีคนเดินเข้าร้านเพิ่มขึ้นจากปกติสูงกว่าเดิม 30 - 40% ถ้าสมมติว่า บ้านเราลองนำแนวคิดแบบนี้มาใช้ เช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านหนึ่ง วันหนึ่งอาจจะมีคนเดินเข้า 100 คนต่อวัน แต่พอปรับปรุงให้ทางเดินสะดวกมากขึ้นอาจเพิ่มเป็น 140 คนต่อวัน ส่งผลให้รายได้ของร้านก๋วยเตี๋ยวเพิ่มขึ้นด้วย ในประเทศไทยมีความพยายามทำถนนที่คนเดินได้อยู่บ้างและเริ่มมีการพูดถึงเรื่องนี้ เช่น ในอนาคตอันใกล้เทศบาลนครขอนแก่น มีการพัฒนาถนนที่ชื่อว่า ถนนรื่นรมย์ ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟขอนแก่นให้เป็นถนนเดินได้เดินดีรวมถึงคนใช้รถเข็นคนพิการสามารถใช้งานได้อย่างสะดวกด้วย หากโครงการนี้แล้วเสร็จอย่างไร จะขอเชิญผู้ที่รับผิดชอบโครงการมาพูดคุยในรายการเพื่อเป็นแนวทางให้จังหวัดอื่นๆ พิจารณาหรือสนใจอยากทำบ้าง อย่างไรก็ดีการพัฒนาทุกอย่างจำเป็นจะต้องทำให้สมดุลและเชื่อมั่นว่าเราสามารถสร้างเมืองที่ทั้งคนขับรถ คนใช้จักรยาน และคนเดินเท้าหรือว่าการเดินทางด้วยรูปแบบที่หลากหลายสามารถอยู่ร่วมกันได้ และผมก็เชื่อว่าพวกเราทุกคนอยากมีเมืองที่น่าอยู่ ไม่ใช่แค่เมืองที่เข้ามาอยู่ทำงานแล้วก็ทนกันไป วันหนี่งเลิกทำงานแล้วเราก็กลับบ้านไปปลูกผักเลี้ยงปลา แต่จริงๆ แล้วเราใช้ชีวิตอยู่ในเมืองค่อนข้างนาน ควรจะต้องมีเมืองที่น่าอยู่ในระดับหนึ่งเพื่อให้เรามีความสุขในการใช้ชีวิตในเมืองด้วย เพราะฉะนั้นเมืองของเราควรจะต้องเป็นเมืองที่สมดุลสำหรับทุกคน

