พม. ผลักดันเบี้ยคนพิการ 1,000 บาทถ้วนหน้า เพิ่มโอกาสงาน แก้หนี้ยั่งยืน
นางสาวสนธยา บุณยภูษิต อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เปิดเผยว่า กรมฯ เดินหน้าภารกิจหลักในการส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการทุกมิติ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิและสวัสดิการอย่างเป็นธรรม สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี สอดรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (นายอัครา พรหมเผ่า) ที่ขับเคลื่อนแนวคิด “พม. ใกล้คุณ ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต” ผ่าน 8 มาตรการเร่งรัดให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ผลงานเด่นในช่วงไตรมาสสุดท้ายปี 2568 คือ การทบทวนและปรับหลักเกณฑ์การประเมินความพิการใหม่ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา
โดยเปลี่ยนจากการใช้เกณฑ์ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว มาเป็นการประเมินเชิงสังคมและพฤติการณ์แวดล้อม เพื่อไม่ให้เป็นการลดทอนสิทธิของคนพิการ ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำคู่มือแนวทางวินิจฉัย คาดว่าจะเริ่มใช้ได้จริงในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะช่วยให้การจดทะเบียนคนพิการและเข้าถึงสิทธิทำได้รวดเร็วขึ้น ส่วนด้านสวัสดิการ ขณะนี้กำลังผลักดันการปรับเบี้ยความพิการเป็น 1,000 บาทถ้วนหน้า จากเดิมที่บางกลุ่มยังได้รับเพียง 800 บาท เพื่อสร้างความเท่าเทียมและลดความเหลื่อมล้ำ
อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมฯ มีการวางแผนและปรับปรุงแนวทางความช่วยเหลือเพื่อให้การกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นไปอย่างยั่งยืน โดยเน้นให้ผู้กู้สามารถนำเงินไปลงทุนประกอบอาชีพและมีรายได้เพียงพอที่จะชำระหนี้คืนได้จริง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาจากในอดีตที่คนพิการ บางส่วนอาจประสบความยากลำบากในการชำระคืน เพื่อให้การใช้เงินกู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
จึงเน้นการเตรียมความพร้อมในด้านต่าง ๆ เช่น การฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาชีพ มุ่งเน้นอาชีพที่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด เสริมความรู้เรื่องการบริหารจัดการและการตลาด เพื่อให้ผู้พิการสามารถบริหารธุรกิจของตนเองได้ สนับสนุนการฝึกอาชีพระยะสั้นที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและมีโอกาสทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการออกไปทำงานนอกพื้นที่ เพื่อให้เกิดรูปแบบการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม จึงได้จัดทำพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) ใน 4 จังหวัด เพื่อทดลองระบบการบริหารจัดการเงินกู้ ก่อนจะขยายผลไปทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เลย พะเยา และพัทลุง
ที่มาของข่าว สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

