ขณะนี้คุณอยู่ที่ ›

"คลัง" ทยอยโอนเบี้ยยังชีพคนชรา-ผู้พิการในเดือน พ.ย.62 ปี 63 ทุกหน่วยราชการเริ่มใช้ระบบรับชำระเงินกลางภาครัฐ

วันที่ลงข่าว: 07/10/19

         "อธิบดีกรมบัญชีกลาง" เผย เดือน พ.ย.62 เริ่มโอนเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ-เบี้ยความพิการ เข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิโดยตรง จากเดิมที่เคยจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และ จ.สิงห์บุรี และจะจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิใน จ.สมุทรสงคราม และ จ.อุทัยธานี และในเดือน ม.ค.63 จะทยอยจ่ายให้ครบ 76 จังหวัด คาดในปี 63 จะสั่งการให้ส่วนราชการรับเงินและนำเงินส่งคลังผ่านระบบการรับชำระเงินกลางได้ทั้งหมด และจะนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) มาช่วยในระบบการจัดซื้อจัดจ้างทางอิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐด้วย

          นายภูมิศักดิ์ อรัญญาเกษมสุข อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (7 ต.ค.) กรมบัญชีกลางได้จัดงานวันคล้ายวันสถาปนากรมบัญชีกลางครบรอบ 129 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 7 ต.ค.ของทุกปี โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางยึดมั่นในการทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส เพื่อกำกับดูแลและบริหารการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของส่วนราชการให้บรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

          ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 63 กรมบัญชีกลางยังมีแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสอดรับต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ยังคงเดินหน้าดำเนินงานตามนโยบายภายใต้โครงการ National e-Payment ภาครัฐ โดยจะขยายการจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการโดยการโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของผู้มีสิทธิโดยตรง จากเดิมที่เคยจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิในเขตกรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และ จ.สิงห์บุรี และจะจ่ายให้แก่ผู้มีสิทธิใน จ.สมุทรสงคราม และ จ.อุทัยธานี ในเดือน พ.ย.62 จากนั้นจะเริ่มทยอยจ่ายต่อไปจนครบ 76 จังหวัด ภายในเดือน ม.ค.63

          นอกจากนี้ ยังคงดำเนินโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งล่าสุด (1 ต.ค.62) มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านมาตรการบรรเทาภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำประปา (ค่าประปาไม่เกิน 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน และค่าไฟฟ้าไม่เกิน 230 บาท/ครัวเรือน/เดือน) เริ่มต่ออายุตั้งแต่ ต.ค.62-ก.ย.63 และมาตรการชดเชยเงินให้แก่ผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยใช้ข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้มีรายได้น้อยได้ชำระ โดยจะจ่ายเงินชดเชยภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าว 5% เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ให้แก่ผู้มีสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่เกิน 500 บาท/คน/เดือน เริ่มต่ออายุตั้งแต่ พ.ย.62-ก.ย.63

          อย่างไรก็ตาม กรมบัญชีกลางมีเป้าหมายที่จะพัฒนาการดำเนินงานด้านต่างๆ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาช่วยในการปฏิบัติงานให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น การเปลี่ยนมาใช้ระบบ New GFMIS Thai เพื่อให้การบริหารการเงินการคลังภาครัฐมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยสามารถสรุปข้อมูลเป็นรายวันได้ (จากเดิมสรุปเป็นรายสัปดาห์) มีช่องทางการเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ (Interface) ได้มากกว่าเดิม และสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาระบบงานได้มากขึ้นด้วย โดยจะเริ่มขึ้นระบบ New GFMIS Thai กับ 5 หน่วยงานนำร่องในเดือน พ.ค.63

          อีกทั้งยังได้พัฒนาระบบการรับชำระเงินกลางของบริการภาครัฐ หรือ e-Payment Portal of Government ซึ่งเป็นระบบงานเบ็ดเสร็จสำหรับการรับและนำเงินส่งคลังของหน่วยงานของรัฐ ครอบคลุมการทำธุรกรรมระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และภาครัฐกับภาคประชาชน เช่น การจ่ายค่าปรับ ค่าเช่า ค่าใบรับรอง ค่าธรรมเนียม ค่าาใบอนุญาต โดยไม่จำเป็นต้องมาติดต่อที่ส่วนราชการด้วยตนเองอีกต่อไป เพียงเข้ามาทำธุรกรรมผ่านทางเว็บไซต์ก็สามารถออกใบแจ้งการชำระเงิน (Bill Payment) และนำไปชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ เช่น เคาน์เตอร์ธนาคาร เคาน์เตอร์เซอร์วิส ATM Internet Banking หรือชำระเงินออนไลน์ผ่านระบบการรับชำระเงินกลางของบริการภาครัฐป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนมากขึ้น และในเดือน ธ.ค.62 จะมีการลงนามข้อตกลง MOU ร่วมกับบริษัทเคาน์เตอร์เซอร์วิส เพื่อขยายช่องทางการชำระเงินให้สะดวกมากขึ้น

 

อธิบดีกรมบัญชีกลาง คาดการณ์ว่า ในปี 63 กรมบัญชีกลางจะสั่งการให้ส่วนราชการดำเนินการรับเงินและนำเงินส่งคลังผ่านระบบการรับชำระเงินกลางได้ทั้งหมด รวมไปถึงการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงการคลัง ในการนำเทคโนโลยีบล็อกเชน (Block chain) มาช่วยในระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) โดยนำมาช่วยในเรื่องความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบที่มาของการทำธุรกรรมได้ เนื่องจากสามารถนำมาใช้ตรวจสอบหนังสือค้ำประกันที่ผู้ค้าภาครัฐยื่นต่อหน่วยงานภาครัฐผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที

 

ที่มาของข่าว https://mgronline.com/stockmarket/detail/9620000096495
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก