“ความพิการกับความเท่าเทียมในสังคม ตอนที่ 1”
คุณสือนะ ดีสะเอะ กล่าวว่า เป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหว พิการตั้งแต่กําเนิด ช่วงที่พิการไม่มีอะไรรองรับด้านจิตใจ จึงโดนกดทับ อย่างเช่น ไปโรงเรียนก็โดนเพื่อนล้อ กลับบ้านแอบร้องไห้โดยไม่บอกพ่อกับแม่ จนเรียนจบออกมามีอาชีพเป็นของตัวเอง โดยความฝันของเรา คือ จะทําอย่างไร ที่จะช่วยพี่น้องที่เกิดมาไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป ให้โอกาสกับเขาอย่างน้อยสามารถสะท้อนตัวเราให้เขามีกําลังใจ สร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ยืนหยัดด้วยตัวเอง เพราะว่าคนรอบข้างไม่ได้อยู่กับเขาตลอดชีวิต ชีวิตเราต้องดิ้นรนต่อไป ปัจจุบันทํางานอยู่ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ
สิ่งที่น่าขับเคลื่อนของชายแดนใต้ คือ ประเด็นเรื่องการศึกษา โดยส่งคนพิการทั้ง 3 จังหวัด ไปศึกษาที่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จนน้องเรียนจบกลับมามีงานทํา เกิดการรวมกลุ่มกัน ในส่วนของชมรมกีฬาทั้ง 3 จังหวัดทํางานร่วมกับหลายกลุ่ม/องค์กร ในพื้นที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อคนพิการชายแดนใต้ เราพอมีพี่น้องที่ส่งไปเรียนประสบความสําเร็จ กลับมาทํางานในพื้นที่ช่วยพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่รากหญ้าที่ห่างไกลอยู่ในสวนยางเป็นผู้ป่วยติดเตียง เพราะเราสามารถขับรถไปในพื้นที่ที่ดูว่า น้องๆ ลําบาก กว่าจะเข้าไปพบกันหรือเข้าเยี่ยม บูรณาการกัน การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่วมกับทีมงานของนาวาอากาศเอกภราดร คุ้มทรัพย์
ความพิการกับความเท่าเทียมในสังคมมองว่า คนพิการไม่เท่าเทียมอยู่แล้ว 1) เกิดมาพร้อมความบกพร่องของร่างกายที่ไม่เท่าเทียม ไม่ปกติเหมือนคนอื่นที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาช่วยในชีวิตประจําวัน 2) ความไม่เท่าเทียมทางด้านโอกาส อาชีพหลายๆ อย่างที่พวกเราเกิดมาไม่เท่าเทียม ไม่สามารถทําได้ ไม่ให้โอกาส กับพวกเราคนพิการที่เกิดมาไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแค่ร่างกายที่ไม่เหมือน แต่จิตใจเหมือนกัน จิตใจเราไม่ได้พิการ
ทําไมถึงแยกการศึกษาคนพิการออกจากคนปกติหรือโรงเรียนเรียนร่วม เพราะชีวิตจริงในสังคมต้องใช้ชีวิตร่วมกัน หรือภาครัฐอยากจะให้คนพิการแยกตัวออกไปจากสังคม การคิดแยกโรงเรียนพิเศษกับโรงเรียนเรียนร่วมคิดผิด เพราะในสังคมต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในครอบครัว สังคม ชุมชน ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน แต่แยกว่าต้องเรียนเฉพาะโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการทางด้านนี้ ทำไมถึงไม่เอาอาจารย์ ครูที่อยู่ในโรงเรียนเรียนร่วมมาสอนให้เป็นเพื่อนกัน เพราะการใช้ชีวิตมันต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน ควรสอนสังคมแบบนี้ อยากให้ปรับเอาคนปกติไปเรียนกับโรงเรียนเรียนร่วม หรือเอาคนพิการไปเรียนร่วมกับคนปกติ เพราะว่าชีวิตในสังคมเราต้องพบเจอ อย่างน้อยเยาวชนหรือเด็กรุ่นใหม่ เด็กในวัยศึกษาต้องเรียนรู้ เพราะคนเราถึงจะปกติแต่ว่าชีวิตของคนเรามันไม่ยั่งยืน บางทีอาจจะเกิดอุบัติเหตุหรืออาจจะเป็นโรคเป็นแบบนั้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิด ต้องใช้การบูรณาการร่วมกัน เรียนร่วมกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ อยากฝากให้คนที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องลองคิดดูว่าชีวิตจริงบนโลกใบนี้เราต้องแยกประเภทความพิการกับคนปกติทั่วไปในสังคมนี้
การทำงานของสมาคมฯ ในปีที่ผ่านมา อยากเห็นธนาคารกายอุปกรณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ คนพิการที่มีความจําเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ทรุดโทรม ชำรุด และอยากให้มีศูนย์ซ่อมเพื่อเป็นการติดตามทุก 3 เดือน เช่น รถวีลแชร์ที่ได้รับแจกสามารถนำมาตรวจเช็คสภาพทุก 3 เดือน เป็นต้น การซ่อมกายอุปกรณ์ของจังหวัดยะลา คือ ซ่อมตามร้านหรือการออกบูธของภาครัฐกับโรงเรียนอาชีวศึกษา หากถามว่าความเพียงพอของกายอุปกรณ์กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่เพียงพอเพราะความสึกหรอของอุปกรณ์ในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ขรุขระ เป็นหิน เป็นกรวด เป็นต้น ความคิดของคนพิการชายแดนใต้ไม่อยากเป็นภาระของใคร หากคนพิการสามารถออกมาสู่สังคมได้ สามารถช่วยเหลือตนเองไม่เป็นภาระของคนรอบข้างสามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงชีพคนในครอบครัวได้ด้วย และคิดการบ้านว่าจะให้คนพิการซึ่งอยู่ชายแดนใต้สามารถออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ โดยที่ไม่ได้เป็นภาระของใครทั้งๆ ที่พวกเราอยากเกิดเหมือนคนทั่วไปแต่พวกเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ นี่คือประเด็นปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องคิดแก้ปัญหาให้กับคนพิการ
สิ่งที่น่าขับเคลื่อนของชายแดนใต้ คือ ประเด็นเรื่องการศึกษา โดยส่งคนพิการทั้ง 3 จังหวัด ไปศึกษาที่ มูลนิธิพระมหาไถ่เพื่อการพัฒนาคนพิการ จนน้องเรียนจบกลับมามีงานทํา เกิดการรวมกลุ่มกัน ในส่วนของชมรมกีฬาทั้ง 3 จังหวัดทํางานร่วมกับหลายกลุ่ม/องค์กร ในพื้นที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อคนพิการชายแดนใต้ เราพอมีพี่น้องที่ส่งไปเรียนประสบความสําเร็จ กลับมาทํางานในพื้นที่ช่วยพี่น้องที่อยู่ในพื้นที่รากหญ้าที่ห่างไกลอยู่ในสวนยางเป็นผู้ป่วยติดเตียง เพราะเราสามารถขับรถไปในพื้นที่ที่ดูว่า น้องๆ ลําบาก กว่าจะเข้าไปพบกันหรือเข้าเยี่ยม บูรณาการกัน การกีฬา การฟื้นฟูสมรรถภาพ ร่วมกับทีมงานของนาวาอากาศเอกภราดร คุ้มทรัพย์
ความพิการกับความเท่าเทียมในสังคมมองว่า คนพิการไม่เท่าเทียมอยู่แล้ว 1) เกิดมาพร้อมความบกพร่องของร่างกายที่ไม่เท่าเทียม ไม่ปกติเหมือนคนอื่นที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์มาช่วยในชีวิตประจําวัน 2) ความไม่เท่าเทียมทางด้านโอกาส อาชีพหลายๆ อย่างที่พวกเราเกิดมาไม่เท่าเทียม ไม่สามารถทําได้ ไม่ให้โอกาส กับพวกเราคนพิการที่เกิดมาไม่เหมือนกับคนปกติทั่วไป เพียงแค่ร่างกายที่ไม่เหมือน แต่จิตใจเหมือนกัน จิตใจเราไม่ได้พิการ
ทําไมถึงแยกการศึกษาคนพิการออกจากคนปกติหรือโรงเรียนเรียนร่วม เพราะชีวิตจริงในสังคมต้องใช้ชีวิตร่วมกัน หรือภาครัฐอยากจะให้คนพิการแยกตัวออกไปจากสังคม การคิดแยกโรงเรียนพิเศษกับโรงเรียนเรียนร่วมคิดผิด เพราะในสังคมต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ในครอบครัว สังคม ชุมชน ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน แต่แยกว่าต้องเรียนเฉพาะโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการทางด้านนี้ ทำไมถึงไม่เอาอาจารย์ ครูที่อยู่ในโรงเรียนเรียนร่วมมาสอนให้เป็นเพื่อนกัน เพราะการใช้ชีวิตมันต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือกัน ควรสอนสังคมแบบนี้ อยากให้ปรับเอาคนปกติไปเรียนกับโรงเรียนเรียนร่วม หรือเอาคนพิการไปเรียนร่วมกับคนปกติ เพราะว่าชีวิตในสังคมเราต้องพบเจอ อย่างน้อยเยาวชนหรือเด็กรุ่นใหม่ เด็กในวัยศึกษาต้องเรียนรู้ เพราะคนเราถึงจะปกติแต่ว่าชีวิตของคนเรามันไม่ยั่งยืน บางทีอาจจะเกิดอุบัติเหตุหรืออาจจะเป็นโรคเป็นแบบนั้น นั่นคือสิ่งที่ดิฉันคิด ต้องใช้การบูรณาการร่วมกัน เรียนร่วมกันไม่สามารถแยกออกจากกันได้ อยากฝากให้คนที่มีส่วนที่เกี่ยวข้องลองคิดดูว่าชีวิตจริงบนโลกใบนี้เราต้องแยกประเภทความพิการกับคนปกติทั่วไปในสังคมนี้
การทำงานของสมาคมฯ ในปีที่ผ่านมา อยากเห็นธนาคารกายอุปกรณ์ของสามจังหวัดชายแดนใต้ คนพิการที่มีความจําเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ทรุดโทรม ชำรุด และอยากให้มีศูนย์ซ่อมเพื่อเป็นการติดตามทุก 3 เดือน เช่น รถวีลแชร์ที่ได้รับแจกสามารถนำมาตรวจเช็คสภาพทุก 3 เดือน เป็นต้น การซ่อมกายอุปกรณ์ของจังหวัดยะลา คือ ซ่อมตามร้านหรือการออกบูธของภาครัฐกับโรงเรียนอาชีวศึกษา หากถามว่าความเพียงพอของกายอุปกรณ์กับ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ไม่เพียงพอเพราะความสึกหรอของอุปกรณ์ในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน บางพื้นที่ขรุขระ เป็นหิน เป็นกรวด เป็นต้น ความคิดของคนพิการชายแดนใต้ไม่อยากเป็นภาระของใคร หากคนพิการสามารถออกมาสู่สังคมได้ สามารถช่วยเหลือตนเองไม่เป็นภาระของคนรอบข้างสามารถประกอบอาชีพและเลี้ยงชีพคนในครอบครัวได้ด้วย และคิดการบ้านว่าจะให้คนพิการซึ่งอยู่ชายแดนใต้สามารถออกมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ โดยที่ไม่ได้เป็นภาระของใครทั้งๆ ที่พวกเราอยากเกิดเหมือนคนทั่วไปแต่พวกเราไม่สามารถเลือกเกิดได้ นี่คือประเด็นปัญหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องคิดแก้ปัญหาให้กับคนพิการ


