ขณะนี้คุณอยู่ที่ ›

รพ.อุดรฯ ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดงานวันพยาบาล ประจำปี 2562

วันที่ลงข่าว: 21/10/19

        จ.อุดรธานี จัดงานวันพยาบาลแห่งชาติฯ ประจำปี 2562 โรงพยาบาลอุดรธานี ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข องค์กรพยาบาล และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ จัดงานวันพยาบาลแห่งชาติ ทันตสาธารณสุข สังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ประจำปี 2562 น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ 21 ตุลาคม 2562

        ที่ห้องประชุม ชั้น 7 อาคารอำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เป็นประธานนำภาคส่วนต่างๆประกอบพิธีวางพานพุ่มดอกไม้สดถวายราชสักการะ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เทิดพระเกียรติน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีนางสงวน จันทร์พร รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี นางดาวสุรีย์ ประทานนท์ ผู้แทนประธานแม่บ้านมหาดไทย นายแพทย์ปรเมษฐ์ กิ่งโก้ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี นายวิเชียร รุ่งธิติธรรม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุดรธานี ข้าราชการ เจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี โรงพยาบาลอุดรธานี โรงพยาบาลค่ายประจักษ์ศิลปาคม โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีจังหวัดอุดรธานี โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี คณะกรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดอุดรธานี แม่บ้านมหาดไทย สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และความมั่นคงของมนุษย์ และหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ในพื้นที่ร่วมพิธี นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นำกล่าวถวายราชสุดดีเทิดพระเกียรติ และนำผู้ร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี กล่าวพบปะผู้ร่วมพิธีและมอบหมายให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี มอบโล่สำหรับพยาบาลผู้มีคุณูปการต่อวิชาชีพการพยาบาล สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หรือ สมเด็จย่า ทรงสนพระราชหฤทัยในคุณภาพชีวิตของพสกนิกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสในถิ่นห่างไกลความเจริญ จึงทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจด้านการแพทย์ พยาบาล และการสาธารณสุข โดยทรงเจริญตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก "พระบิดาแห่งแพทย์แผนปัจจุบันและสาธารณสุข" ผู้ทรงอุทิศพระองค์และพระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อกิจการด้านนี้มากมาย ครั้นเมื่อสิ้นสมเด็จพระบรมราชชนกแล้ว สมเด็จย่าจึงหันมาทุ่มเทให้แก่การแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโครงการต่าง ๆ ที่สมเด็จพระบรมราชชนกเคยสนับสนุนมาแต่เดิม สมเด็จย่าได้ทรงดำเนินกิจกรรมทุกอย่างให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ เช่น การพระราชทานทุนการศึกษา การสนับสนุนการก่อสร้างปรับปรุงโรงพยาบาลศิริราช รวมถึงการพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 500,000 บาท ให้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายในกำหนด 25 ปี เพื่อตั้งเป็นทุนสำหรับส่งคนไปศึกษาเพิ่มเติมในต่างประเทศ ซึ่งเวลาต่อมาได้โอนทุนนี้ให้มหาวิทยาลัยแพทย์ หรือมหาวิทยาลัยมหิดลในปัจจุบัน 

        นอกจากนี้ พระองค์ทรงรับเป็นผู้อุปถัมภ์สมาคม และมูลนิธิต่าง ๆ มากมาย อาทิทรงเป็นประธานมูลนิธิอานันทมหิดล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2502 เพื่อคัดเลือกบุคคลส่งไปศึกษาวิชาพิเศษ ในสาขาวิชาต่าง ๆ ณ ต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาปฏิบัติงานให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทรงพระราชทานเงินรายปีสมทบทุนเพื่อเก็บดอกผลช่วยนักเรียนพยาบาลผดุงครรภ์และอนามัยของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และมหาวิทยาลัยมหิดล ทรงสนับสนุนส่งเสริมวิชาชีพและการศึกษาพยาบาลตั้งแต่เริ่มการก่อตั้งสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยสมัยแรก โดยทรงร่วมเป็นกรรมการของสมาคมศิษย์เก่าพยาบาลศิริราช ปี พ.ศ. 2503 สมเด็จย่าพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ก่อสร้าง "อาคารศรีสังวาลย์" ขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราช เพื่อให้เป็นที่ตรวจรักษาและบำบัดคนพิการ และปี พ.ศ. 2535 พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ 500,000 บาท จัดตั้งมูลนิธิขาเทียม ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมพระเมตตา ประกอบกับสมเด็จย่า ในฐานะที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาการพยาบาล และตลอดพระชนน์ชีพของพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการพัฒนาสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศด้วยพระวิริยะ อุตสาหะ สมควรเป็นแบบอย่างแก่ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาล ให้ตระหนักในภารกิจของวิชาชีพแห่งตน ว่าเป็นงานบริการสุขภาพที่มีความสำคัญ และมีคุณค่าแก่สังคม ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขจึงเสนอขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้วันที่ 21 ตุลาคม ของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จย่า เป็นวันพยาบาลแห่งชาติ โดย คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวเมื่อ ปี พ.ศ. 2533 สภาการพยาบาล และสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในนามของพยาบาลและผดุงครรภ์ทั่วประเทศ จึงร่วมกันจัดงานวันพยาบาลแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรกในวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2533 และทำต่อเนื่องประจำทุกปีมาจนถึงปัจจุบัน

ที่มาของข่าว สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
^ กลับสู่เนื้อหาหลัก